การขับ Grab เป็นอีกหนึ่งอาชีพยอดฮิตที่กำลังได้รับความนิยมในปัจจุบัน บางคนก็ขับเป็นอาชีพเสริม บางคนก็เลือกเป็นอาชีพหลัก เพราะรายได้ดีไม่แพ้งานประจำเลย แต่ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อกำไรคือต้นทุนพลังงาน และค่าบำรุงรักษา ซึ่งในปี 2026 นี้ การหันมาใช้รถไฟฟ้า EV เป็นทางเลือกหลักที่ไรเดอร์หลาย ๆ คนให้ความสนใจ เพราะนอกจากจะช่วยลดค่าใช้จ่ายรายวันได้แล้ว รถยนต์ไฟฟ้ายังมีให้เลือกหลากหลายรุ่น ราคาจับต้องได้ แถมดีไซน์ทันสมัย และสมรรถนะยอดเยี่ยม แต่จะเลือกรถยนต์ไฟฟ้ายี่ห้อไหนดี ที่เหมาะกับการขับ Grab บทความนี้เราได้รวบรวมรถไฟฟ้า 15 รุ่นน่าสนใจมาฝาก
Highlight
- รถยนต์ไฟฟ้า (EV) คืออะไร?
- รถไฟฟ้ารุ่นใหม่ 2026 ยี่ห้อไหนดี
- ตารางเปรียบเทียบสเปกรถไฟฟ้า EV ทั้ง 15 รุ่น
- ข้อดี-ข้อเสียของรถยนต์ไฟฟ้า EV มีอะไรบ้าง?
- ค่าชาร์จรถไฟฟ้า vs ค่าน้ำมัน ประหยัดกว่าจริงไหม?
- คนขับ Grab วิ่ง 250 กม./วัน ประหยัดได้เท่าไหร่?
- สถานีชาร์จรถไฟฟ้าในไทย ชาร์จที่ไหนได้บ้าง? ค่าบริการเท่าไหร่?
- เลือกรถยนต์ไฟฟ้า EV อย่างไรให้เหมาะกับการใช้งาน?
รถยนต์ไฟฟ้า (EV) คืออะไร? ทำความรู้จักรถไฟฟ้าแต่ละประเภท
รถยนต์ไฟฟ้า หรือ Electric Vehicle (EV) คือรถที่ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าเป็นตัวขับเคลื่อนแทนเครื่องยนต์สันดาปทั่วไป โดยพลังงานที่ใช้มาจากแบตเตอรี่ที่สามารถชาร์จไฟกลับเข้าไปได้ ในปัจจุบันตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในไทยเติบโตอย่างรวดเร็ว มีรุ่นให้เลือกหลากหลาย ราคาจับต้องได้มากขึ้น และสถานีชาร์จก็ครอบคลุมมากขึ้นเรื่อย ๆ
ก่อนจะเลือกซื้อรถไฟฟ้า EV สิ่งสำคัญคือต้องเข้าใจก่อนว่ารถยนต์ไฟฟ้ามีหลายประเภท แต่ละแบบทำงานต่างกัน ดังนี้
| ประเภท | ชื่อเต็ม | หลักการทำงาน | ตัวอย่างรุ่น |
| BEV (รถไฟฟ้า 100%) | Battery Electric Vehicle | ใช้พลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่อย่างเดียว ชาร์จไฟจากภายนอก ไม่ใช้น้ำมันเลย ต้นทุนพลังงานต่ำที่สุด | BYD Sealion 7 Tesla Model 3 MG IM6 Geely EX5 |
| PHEV (ปลั๊กอินไฮบริด) | Plug-in Hybrid Electric Vehicle | ใช้ได้ทั้งไฟฟ้าและน้ำมัน ชาร์จไฟจากภายนอกได้ เหมาะกับคนที่ต้องขับทางไกลบ่อย | BYD Seal 5 DM-i MG HS PHEV Chery Tiggo 8 CSH |
| HEV (ไฮบริด) | Hybrid Electric Vehicle | ใช้น้ำมันเป็นหลัก มอเตอร์ไฟฟ้าช่วยเสริม ชาร์จไฟจากภายนอกไม่ได้ ชาร์จจากระบบเบรกเท่านั้น | Toyota Yaris Hybrid Honda Civic e:HEV |
รถไฟฟ้า EV รุ่นใหม่ 2026 ยี่ห้อไหนดี
การเลือกรถสำหรับขับ Grab สมรรถนะของรถต้องสมดุลระหว่างระยะทางที่วิ่งได้ต่อการชาร์จ (Range) และความรวดเร็วในการชาร์จเพื่อไม่ให้เสียเวลาทำรอบ รวมถึงภาพลักษณ์ของรถที่ส่งผลต่อความพึงพอใจของลูกค้า รถไฟฟ้า 15 รุ่นที่เราคัดมาล้วนตอบโจทย์ทุกรุ่น

1. BYD Sealion 7
เปิดตัวด้วยรุ่นแรกกับ BYD Sealion 7 รถไฟฟ้า EV ทรง SUV C-Segment ที่ดูสปอร์ตและพรีเมียม ช่วยเสริมภาพลักษณ์ในการขับขี่ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการขับ Grab ในระดับบริการที่สูงขึ้น จุดเด่นอยู่ที่ระบบส่งกำลังแบบ 8 in 1 ที่ช่วยเรื่องประสิทธิภาพการใช้พลังงาน
ดีไซน์ภายนอกได้รับแรงบันดาลใจจากสายน้ำ ให้ความรู้สึกพลิ้วไหว ส่วนภายในจัดเต็มด้วยหลังคา Panoramic Glass Roof ที่ช่วยให้ห้องโดยสารดูโปร่งโล่ง แต่ออกแบบมาให้กันความร้อนและรังสียูวีได้ดี เหมาะสำหรับสภาพอากาศเมืองไทย
จุดเด่น
- แบตเตอรี่ Blade Battery ขนาด 82.5 kWh
- ระยะทางสูงสุด 567 กม. มาตรฐาน NEDC
- แรงม้า 530 แรงม้า
- แรงบิด 690 นิวตันเมตร
- หัวชาร์จ AC Type-2 กำลังไฟ 11 กิโลวัตต์ และ DC CCS2 150 กิโลวัตต์ พร้อมระบบ V2L (Vehicle to Load)
ราคา
- Sealion 7 Premium RWD : 1,249,900 บาท
- Sealion 7 AWD Performance : 1,399,900 บาท
2. Deepal E07
ใครที่กำลังมองหารถที่มีความอเนกประสงค์ Deepal E07 จาก ChangAn Thailand คือรถไฟฟ้า EV ที่ผสมผสานความเป็นรถกระบะและ SUV เข้าด้วยกัน ทำให้รองรับสัมภาระของผู้โดยสารได้มากกว่ารถปกติ โดยเฉพาะงานรับส่งผู้โดยสารสนามบินที่มีกระเป๋าเดินทางขนาดใหญ่ ที่สำคัญภายในห้องโดยสารออกแบบภายใต้คอนเซ็ปต์ “วิลล่าเคลื่อนที่” เน้นความหรูหราและสะดวกสบาย มีโหมดการขับขี่ให้เลือกปรับได้ตามสถานการณ์ถึง 4 โหมด
จุดเด่น
- แบตเตอรี่ Ternary Lithium ขนาด 89.98 kWh
- ระยะทางสูงสุด 590 กม. มาตรฐาน NEDC
- แรงม้า 598 แรงม้า
- แรงบิด 645 นิวตันเมตร
- หัวชาร์จ AC Type-2 กำลังไฟ 6.6 กิโลวัตต์ และ DC CCS2 240 กิโลวัตต์ พร้อมระบบ V2L (Vehicle to Load)
ราคา
- DEEPAL E07 Plus ราคา 1,699,000 บาท
- DEEPAL E07 Performance AWD ราคา 2,099,000 บาท
3. LeapMotor C10
LeapMotor C10 เป็นรถไฟฟ้า EV ทรง SUV ขนาด 5 ที่นั่ง เหมาะสำหรับการขับ Grab เพราะพื้นที่ภายในกว้างขวาง อีกทั้งห้องเก็บสัมภาระด้านหลังมีขนาดใหญ่ ช่วยให้จุของได้เยอะ ไม่ต้องนำสัมภาระมาวางในห้องโดยสาร ทำให้ผู้โดยสารนั่งสบาย ไม่อึดอัด มาพร้อมระบบปฏิบัติการ LEAP OS 4.0 ที่ช่วยให้การใช้งานฟังก์ชันต่าง ๆ บนหน้าจอ Infotainment ขนาด 14.6 นิ้ว ลื่นไหล นอกจากนี้ยังมีระบบความปลอดภัยครบครัน ทั้งการควบคุมความเร็วและระบบปลดล็อกอัตโนมัติเมื่อเกิดอุบัติเหตุ
จุดเด่น
- แบตเตอรี่ Lithium-ion ขนาด 69.9 kWh
- ระยะทางสูงสุด 477 กม. มาตรฐาน NEDC
- แรงม้า 218 แรงม้า
- แรงบิด 320 นิวตันเมตร
- หัวชาร์จ DC 84 กิโลวัตต์
ราคา
- Leapmotor C10 ราคา 1,098,000 บาท

4. Geely EX5
Geely EX5 เป็นรถไฟฟ้า EV ทรง SUV จาก Geely Electric (GEA) จุดเด่นที่ทำให้น่าสนใจคือเทคโนโลยี Short Blade Battery ที่ติดตั้งแบบ Cell to Body ซึ่งช่วยเรื่องความปลอดภัยและความทนทานของแบตเตอรี่ เหมาะกับการใช้งานหนัก ๆ แบบรถรับจ้าง ตัวรถสามารถใช้งานได้อย่างอเนกประสงค์ ห้องโดยสารกว้างขวางตอบโจทย์การใช้งานแบบครอบครัวหรือรับส่งผู้โดยสารจำนวนมาก รองรับคำสั่งเสียง สะดวกสบาย ไม่ต้องละสายตาจากถนน
จุดเด่น
- แบตเตอรี่ Short Blade Battery ขนาด 60.22 kWh
- ระยะทางสูงสุด 490-495 กม. มาตรฐาน NEDC
- แรงม้า 218 แรงม้า
- แรงบิด 320 นิวตันเมตร
- หัวชาร์จ AC Type-2 กำลังไฟ 11 กิโลวัตต์ และ DC CCS2 100 กิโลวัตต์
ราคา
- GEELY EX5 รุ่น PRO ราคา 859,000 บาท จากปกติ 899,000 บาท
- GEELY EX5 รุ่น MAX ราคา 949,000 บาท จากปกติ 989,000 บาท
5. Aion V
สำหรับสายลุย อยากได้รถไฟฟ้าEV ที่มีความสมบุกสมบัน Aion V ดีไซน์โครงสร้างภายนอกให้ดูแข็งแรง ทรงพลัง สามารถขับขี่ได้หลากหลาย ทั้งการขับขี่ในเมือง และการเดินทางระยะไกล เสริมฟังก์ชันความพรีเมี่ยมด้วยเบาะนวดคู่หน้า ให้ขับรับผู้โดยสารได้สบายตลอดทั้งวัน นอกจากนี้พื้นที่แถวสองยังมาพร้อมเก้าอี้นอนแบบโซฟา Emperor Saet เพิ่มความสะดวกสบายให้ผู้โดยสาร และฟังก์ชันที่พร้อมรองรับการบริการขั้นสุด ตู้เย็นบริเวณคอนโซลกลางที่ทำความเย็นและร้อนได้ ซึ่งอาจเป็นจุดขายเสริมในการให้บริการ
จุดเด่น
- แบตเตอรี่ Lithium-ion Phosphate (LFP) ความจุ 75.3 kWh
- ระยะทางสูงสุด 602 กม. มาตรฐาน NEDC
- แรงม้า 204 แรงม้า
- แรงบิด 240 นิวตันเมตร
- หัวชาร์จ AC กำลังไฟ 7 กิโลวัตต์ และ DC180 กิโลวัตต์ พร้อมระบบ V2L (Vehicle to Load)
ราคา
- Aion V รุ่น 602 Luxury ราคา 949,900 บาท
6. JY AIR
ไรเดอร์ที่มองหารถเก๋งไฟฟ้าที่คืนทุนไว JY AIR คือตัวเลือกที่ไม่ควรมองข้าม ด้วยราคาค่าคุ้มค่า ที่มาพร้อมดีไซน์ล้ำสมัย โครงสร้างพื้นฐานแพลตฟอร์ม SKY ปลอดภัยระดับ 5 ดาว เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นลงทุนขับ Grab แม้จะเป็นรุ่นราคาประหยัด แต่ภายในออกแบบมาอย่างน่าสนใจ ด้วยเบาะนั่งคู่หน้า Seat Ventilation ที่ช่วยระบายอากาศได้ดี ลดความอับชื้น เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องขับขี่ตลอดทั้งวัน การเลือกรถที่มีต้นทุนต่ำช่วยให้จุดคุ้มทุนเร็วขึ้น และส่วนต่างของรายได้ก็จะกลายเป็นกำไรเน้น ๆ
จุดเด่น
- แบตเตอรี่ CATL SENXING Lithium-ion (LFP) ความจุ 64 kWh แบบ CTP (Cell-to-Pack)
- ระยะทางสูงสุด 520 กม. มาตรฐาน NEDC
- แรงม้า 204 แรงม้า
- แรงบิด 250 นิวตันเมตร
- หัวชาร์จ AC Type-2 กำลังไฟ 7 กิโลวัตต์ และ DC CCS Combo 138 กิโลวัตต์
ราคา
- JY AIR Standard ราคา 759,000 บาท
- JY AIR PLUS ราคา 869,000 บาท
- JY AIR MAX ราคา 959,000 บาท
7. MG IM6
ขยับมาที่กลุ่มรถไฟฟ้าพรีเมียมกับ MG IM6 ซึ่งเป็นรถเก๋งไฟฟ้าทรงซีดานที่เน้นความหรูหรา ดีไซน์มาในคอนเซ็ปต์ GENTLE SCULPTURE ที่ภายนอกโค้งมนสวยงาม ภายในจัดเต็มด้วยระบบเครื่องเสียงและระบบแสดงผลอัจฉริยะที่ช่วยให้การขับขี่ปลอดภัยแม้ในวันที่ทัศนวิสัยแย่ เหมาะสำหรับการทำตลาดในกลุ่ม GrabCar Premium หรือบริการลีมูซีน ไฮไลต์สำคัญคือเทคโนโลยีการชาร์จ แบตเตอรี่ความจุ 100 kWh สามารถชาร์จด่วนจาก 10-80% ได้ในเวลาเพียง 18 นาที ช่วยลดเวลาการจอดรอชาร์จไฟ ทำให้มีเวลาวิ่งรับงานได้มากขึ้น
จุดเด่น
- แบตเตอรี่ Lithium-ion NMC ความจุ 100 kWh
- ระยะทางสูงสุด 634 กม. มาตรฐาน NEDC
- แรงม้า 778 แรงม้า
- แรงบิด 802 นิวตันเมตร
- หัวชาร์จ AC Type-2 กำลังไฟ 22 กิโลวัตต์ และ DC CCS2 396 กิโลวัตต์ พร้อมระบบ V2L (Vehicle to Load)
ราคา
- IM6 Premium RWD ราคา 1,399,900 บาท
- IM6 Performance AWD ราคา 1,799,900 บาท
8. Geely EX2
Geely EX2 คือ รถเก๋งไฟฟ้าทรง City Car ด้วยราคาเริ่มต้นที่ไม่สูงมาก ทำให้เป็นรถที่เข้าถึงง่ายและคืนทุนได้ไวอีกรุ่นหนึ่ง เหมาะสำหรับการขับในเมืองที่มีการจราจรหนาแน่น ด้วยขนาดที่กะทัดรัดทำให้มีความคล่องตัวสูง หาที่จอดง่าย แม้จะเป็นรถเล็กแต่ถูกสร้างบนแพลตฟอร์ม GEA Architecture ขับเคลื่อนล้อหลัง (RWD) ภายในออกแบบให้กว้างขวาง ดีไซน์ภายนอกดูสปอร์ตด้วยไฟหน้า LED Matrix และหลังคา Panoramic Max พื้นที่เก็บของด้านหน้าที่ใส่ของได้ถึง 70 ลิตร ถือเป็นรถเล็กที่เหมาะกับการลงทุนขับแกร็บ
จุดเด่น
- แบตเตอรี่ Lithium-ion Phosphate (LFP) ความจุ 39.4 kWh
- ระยะทางสูงสุด 395 กม. มาตรฐาน NEDC
- แรงม้า 116 แรงม้า
- แรงบิด 150 นิวตันเมตร
- หัวชาร์จ AC กำลังไฟ 6.6 กิโลวัตต์ และ DC 70 กิโลวัตต์ พร้อมระบบ V2L (Vehicle to Load)
ราคา
- Geely EX2 Pro ราคา 399,990 บาท
- Geely EX2 Max ราคา 429,990 บาท
9. JAECOO 5 EV
JAECOO 5 EV เป็นรถไฟฟ้า EVที่เน้นความเรียบหรูและคลาสสิก มาพร้อมห้องโดยสารที่กว้างขวาง เหมาะสำหรับรองรับผู้โดยสารได้สูงสุด 4 คน ได้สบาย ๆ ไม่อึดอัด อีกทั้งราคาก็สมเหตุสมผล JAECOO 5 EV จึงเป็นตัวเลือกที่เหมาะสำหรับไรเดอร์ที่เพิ่งเริ่มต้นขับแกร็บ
จุดเด่น
- แบตเตอรี่ ขนาด 58.9 kWh
- ระยะทางสูงสุด 461 กม. มาตรฐาน NEDC
- แรงม้า 211 แรงม้า
- แรงบิด 300 นิวตันเมตร
- หัวชาร์จ AC Type-2 กำลังไฟ 11 กิโลวัตต์ และ DC CCS2 80 กิโลวัตต์
ราคา
- JAECOO 5 EV Dynamic ราคา 589,000 บาท
- JAECOO 5 EV Max ราคา 639,000 บาท
10. Aion UT
Aion UT เป็นรถ Hatchback ที่ภายนอกดูเล็กกะทัดรัด แต่ภายในห้องโดยสารออกแบบให้กว้างขวางโอ่อ่า ทำให้นั่งได้สบายไม่อึดอัด เหมาะกับการขับซอกแซกในซอยแคบ ๆ ของกรุงเทพฯ และอีกหนึ่งจุดเด่นที่คนขับ Grab ต้องหลงรักคือเทคโนโลยีระบบชาร์จเร็วที่ใช้เวลาเพียง 24 นาที (30-80%) ช่วยให้คนขับบริหารเวลาพักและเวลาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ จัดเต็มกับระบบรักษาความปลอดภัย ทำให้เป็นรถไฟฟ้า EVราคาประหยัดที่น่าใช้มากในปี 2026
จุดเด่น
- แบตเตอรี่ Lithium-ion Phosphate (LFP) ขนาด 50.27 kWh
- ระยะทางสูงสุด 500 กม. มาตรฐาน NEDC
- แรงม้า 204 แรงม้า
- แรงบิด 210 นิวตันเมตร
- หัวชาร์จ AC และ DC 80 กิโลวัตต์ พร้อมระบบ V2L (Vehicle to Load)
ราคา
- AION UT 420 Standard ราคา 519,900 บาท
- AION UT 500 Premium ราคา 669,900 บาท
11. Deepal S05
Deepal S05 รถไฟฟ้า EV 100% รถทรงสปอร์ตระดับพรีเมียม ที่มาพร้อมดีไซน์สุดล้ำด้วยสไตล์ Cyber Design พร้อมเส้นสาย ลวดลายข้างตัวรถที่ดูโฉบเฉี่ยว นอกจากนี้ Deepal S05 ยังมีรุ่น REEV (Range Extender EV) ซึ่งรุ่น REEV นี้มีความน่าสนใจมาก สำหรับคนขับ Grab ที่กังวลเรื่องหาที่ชาร์จ เพราะมีเครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตรช่วยปั่นไฟ ทำให้วิ่งได้ไกลรวมกว่า 1,000 กิโลเมตร ตัดปัญหาเรื่องเสียเวลาชาร์จไฟระหว่างวันไปได้
ส่วนตัวรถเป็น B-SUV ที่ภายในกว้างเทียบเท่า C-SUV การเก็บเสียงทำได้เงียบกริบ ช่วงล่างนุ่มนวล ทำให้ผู้โดยสารนั่งสบาย หากถามว่ารถยนต์ไฟฟ้ายี่ห้อไหนดีที่ตอบโจทย์ทั้งความประหยัดและความไร้กังวลเรื่องระยะทาง Deepal S05 เป็นอีกรุ่นที่น่าสนใจออกมาใช้งาน ควบคู่กับการขับ Grab
จุดเด่น
- แบตเตอรี่ Lithium Iron Phosphate ความจุ 68.82 kMh
- ระยะทางสูงสุด 560 กม. มาตรฐาน NEDC
- แรงม้า 272 แรงม้า
- แรงบิด 320 นิวตันเมตร
- หัวชาร์จ AC กำลังไฟ 6.6 กิโลวัตต์ และ DC 167 กิโลวัตต์ พร้อมระบบ V2L (Vehicle to Load)
ราคา
- รุ่น BEV (Battery Electric Vehicle)
- Deepal S05 BEV LITE ราคา 799,000 บาท
- Deepal S05 BEV PLUS ราคา 849,000 บาท
- Deepal S05 BEV MAX ราคา 899,000 บาท
- รุ่น REEV (Range Extended Electric Vehicle)
- Deepal S05 REEV PLUS ราคา 949,000 บาท
- Deepal S05 REEV MAX ราคา 999,000 บาท
12. MAZDA 6e
MAZDA 6e รถเก๋งไฟฟ้าสัญชาติญี่ปุ่น ที่ออกแบบภายใต้แนวคิด Jinba Ittai ในรูปแบบ Neo Fastback 5 ประตู ดีไซน์ภายนอกยังคงเอกลักษณ์ Kodo Design ที่มีความพลิ้วไหวและทรงพลัง ซึ่งช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดี สำหรับสมรรถนะการขับขี่ออกแบบให้คันเร่งมีความนุ่มนวล ราบรื่น จะเร่งหรือชะลอความเร็วก็ทำได้อย่างเป็นธรรมชาติ ช่วยให้ผู้โดยสารรู้สึกสบายตลอดการเดินทาง ไม่เวียนหัว ที่สำคัญมีถุงลมนิรภัย 9 ตำแหน่งช่วยเพิ่มความปลอดภัยในทุก ๆ สถานการณ์
จุดเด่น
- แบตเตอรี่ Lithium-ion NMC ความจุ 80 kWh
- ระยะทางสูงสุด 530 กม. มาตรฐาน NEDC
- แรงม้า 244 แรงม้า
- แรงบิด 320 นิวตันเมตร
- หัวชาร์จ AC กำลังไฟ 11 กิโลวัตต์ และ DC 95 กิโลวัตต์
ราคา
- ยังไม่ประกาศราคา
13. JAECOO 6
ใครที่อยากจะได้รถไฟฟ้า EVเท่ ๆ สไตล์ออฟโรด พร้อมลุยไปในทุกสถานการณ์ แต่ก็สามารถขับแกร็บ เพื่อสร้างรายได้ JAECOO 6 เป็นอีกหนึ่งรุ่นที่ออกแบบทรงกล่อง ภายนอกดูบึกบึนและแข็งแรง ขนาดตัวถัง B-SUV มีความโดดเด่นที่รูปลักษณ์ไม่เหมือนใคร ประตูท้ายเปิดออกด้านข้าง มาพร้อมกล่องเก็บของด้านหลังช่วยเพิ่มความอเนกประสงค์ แม้จะดูเป็นรถลุย แต่ฟังก์ชันอำนวยความสะดวกครบครัน เหมาะกับการใช้งานทุกรูปแบบ
จุดเด่น
- แบตเตอรี่ Lithium-Ion Phosphate (LFP) ขนาด 69.77 kWh
- ระยะทางสูงสุด 418 กม. มาตรฐาน NEDC
- แรงม้า 279 แรงม้า
- แรงบิด 385 นิวตันเมตร
- หัวชาร์จ AC Type-2 กำลังไฟ 6.6 กิโลวัตต์ และ DC 80 กิโลวัตต์ พร้อมระบบ V2L (Vehicle to Load)
ราคา
- Jeacoo 6 EV Long Range 2WD PRO ราคา 899,000 บาท
- Jeacoo 6 EV Long Range 2WD ราคา 999,000 บาท
- Jaecoo 6 EV Long Range 4WD ราคา 1,149,000 บาท
14. XPENG G6
ใครที่อยากจะได้รถไฟฟ้า EVเท่ ๆ สไตล์ออฟโรด พร้อมลุยไปในทุกสถานการณ์ แต่ก็สามารถขับแกร็บ เพื่อสร้างรายได้ JAECOO 6 เป็นอีกหนึ่งรุ่นที่ออกแบบทรงกล่อง ภายนอกดูบึกบึนและแข็งแรง ขนาดตัวถัง B-SUV มีความโดดเด่นที่รูปลักษณ์ไม่เหมือนใคร ประตูท้ายเปิดออกด้านข้าง มาพร้อมกล่องเก็บของด้านหลังช่วยเพิ่มความอเนกประสงค์ แม้จะดูเป็นรถลุย แต่ฟังก์ชันอำนวยความสะดวกครบครัน เหมาะกับการใช้งานทุกรูปแบบ
จุดเด่น
- แบตเตอรี่ Lithium-Ion Phosphate (LFP) ขนาด 80.8 kWh
- ระยะทางสูงสุด 540 กม. มาตรฐาน NEDC
- แรงม้า 486 แรงม้า
- แรงบิด 660 นิวตันเมตร
- หัวชาร์จ AC กำลังไฟ 11 กิโลวัตต์ และ DC 451 กิโลวัตต์ พร้อมระบบ V2L (Vehicle to Load)
ราคา
- G6 Standard RWD ราคา 1,189,000 บาท
- G6 Long Range RWD ราคา 1,349,000 บาท
- G6 Performance AWD ราคา 1,489,000 บาท

15. Zeekr 7X
ใครที่อยากจะได้รถไฟฟ้า EVเท่ ๆ สไตล์ออฟโรด พร้อมลุยไปในทุกสถานการณ์ แต่ก็สามารถขับแกร็บ เพื่อสร้างรายได้ JAECOO 6 เป็นอีกหนึ่งรุ่นที่ออกแบบทรงกล่อง ภายนอกดูบึกบึนและแข็งแรง ขนาดตัวถัง B-SUV มีความโดดเด่นที่รูปลักษณ์ไม่เหมือนใคร ประตูท้ายเปิดออกด้านข้าง มาพร้อมกล่องเก็บของด้านหลังช่วยเพิ่มความอเนกประสงค์ แม้จะดูเป็นรถลุย แต่ฟังก์ชันอำนวยความสะดวกครบครัน เหมาะกับการใช้งานทุกรูปแบบ
จุดเด่น
- แบตเตอรี่ Lithium-ion (Qilin Battery – NMC) ขนาด 100 kWh
- ระยะทางสูงสุด 635 กม. มาตรฐาน NEDC
- แรงม้า 637 แรงม้า
- แรงบิด 710 นิวตันเมตร
- หัวชาร์จ AC กำลังไฟ 22 กิโลวัตต์ และ DC 420 กิโลวัตต์ (4C Fast Charging)
ราคา
- Zeekr 7X Standard RWD ราคา 1,399,000 บาท
- Zeekr 7X Long Range RWD ราคา 1,599,000 บาท
- Zeekr 7X Performance AWD ราคา 1,799,000 บาท
ตารางเปรียบเทียบสเปกรถไฟฟ้า EV ทั้ง 15 รุ่น
เลือกรถไฟฟ้ายี่ห้อไหนดี? ตารางเปรียบเทียบนี้รวมสเปกสำคัญของรถ EV ทั้ง 15 รุ่นไว้ในที่เดียว เพื่อช่วยให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้น
| รุ่น | ราคาเริ่มต้น (บาท) | แบตเตอรี่ (kWh) | ระยะวิ่ง NEDC (กม.) | DC Charge (kW) | แรงม้า |
| BYD Sealion 7 | 1,249,900 | 82.5 | 567 | 150 | 530 |
| Deepal E07 | 1,699,000 | 89.98 | 590 | 240 | 598 |
| LeapMotor C10 | 1,098,000 | 69.9 | 477 | 84 | 218 |
| Geely EX5 | 859,000 | 60.22 | 490 | 100 | 218 |
| Aion V | 949,900 | 75.3 | 602 | 180 | 204 |
| JY AIR | 799,000* | ~55 | ~410 | ~80 | 204 |
| MG IM6 | 569,900* | ~70 | ~520 | ~120 | 313-787 |
| Geely EX2 | 599,000* | ~40 | ~380 | ~60 | ~120 |
| JAECOO 5 EV | 899,000* | ~60 | ~400 | ~80 | 204 |
| Aion UT | 599,000* | ~50 | ~400 | ~100 | ~150 |
| Deepal S05 | 799,000* | ~60 | ~500 | ~100 | ~218 |
| MAZDA 6e | 1,100,000* | ~68 | ~450 | ~100 | ~240 |
| JAECOO 6 | 1,090,000* | ~60 | ~520 | ~80 | 204 |
| XPENG G6 | 1,349,000 | ~66 | 600 | ~200 | 296 |
| Zeekr 7X | 1,199,000* | ~75 | ~600 | ~200 | 421 |
หมายเหตุ: * = ราคาโปรโมชัน/คาดการณ์ อาจเปลี่ยนแปลง | ~ = สเปกเบื้องต้น อาจปรับเมื่อเปิดตัวอย่างเป็นทางการ | ข้อมูล ณ เดือนมกราคม 2026
ข้อดี-ข้อเสียของรถยนต์ไฟฟ้า EV มีอะไรบ้าง?
หลายคนสนใจรถไฟฟ้า EV แต่ยังลังเลว่าจะคุ้มค่าจริงไหม มาดูข้อดีและข้อเสียของรถยนต์ไฟฟ้าแบบตรงไปตรงมากัน
ข้อดีของรถยนต์ไฟฟ้า
- ประหยัดค่าพลังงานอย่างเห็นได้ชัด
ค่าชาร์จไฟเฉลี่ยอยู่ที่ 0.6-1.5 บาท/กม. ในขณะที่ค่าน้ำมันอยู่ที่ 2-3.5 บาท/กม. สำหรับคนขับ Grab ที่วิ่งวันละ 200-300 กม. สามารถประหยัดค่าพลังงานได้ถึง 200-400 บาทต่อวัน หรือกว่า 6,000-12,000 บาทต่อเดือน ยิ่งชาร์จที่บ้านช่วง Off-Peak ยิ่งประหยัด
- ค่าบำรุงรักษาต่ำกว่ารถน้ำมัน
รถไฟฟ้า EV ไม่มีเครื่องยนต์สันดาป จึงไม่ต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง ไม่มีหัวเทียน ไม่มีสายพาน ไม่มีกรองอากาศเครื่องยนต์ ค่าเข้าศูนย์เช็กระยะถูกกว่าอย่างชัดเจน เฉลี่ยปีละ 5,000-10,000 บาท เทียบกับรถน้ำมันที่ 15,000-30,000 บาท
- ขับนุ่ม เงียบ แรงบิดทันที
มอเตอร์ไฟฟ้าให้แรงบิดสูงสุดตั้งแต่ออกตัว ออกตัวลื่นไม่กระชาก ไม่ต้องรอรอบเครื่องขึ้น ไม่มีเสียงเครื่องยนต์ ผู้โดยสาร Grab นั่งสบาย ช่วยเพิ่มคะแนนรีวิวและได้งานมากขึ้น
- เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
ไม่ปล่อยไอเสีย ไม่สร้างมลพิษ PM2.5 ช่วยลดปัญหาฝุ่นละอองในเมือง และเป็นส่วนหนึ่งในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
- ชาร์จไฟได้ที่บ้าน สะดวกสุด ๆ
ชาร์จข้ามคืน ตื่นเช้ามาพร้อมใช้งาน ไม่ต้องแวะปั๊มน้ำมัน ไม่เสียเวลาวันละ 10-15 นาที หากใช้มิเตอร์ TOU ชาร์จช่วงกลางคืน (Off-Peak) ค่าไฟจะถูกมากเพียงหน่วยละ 2.6-3.8 บาทเท่านั้น
- สมรรถนะดี เทคโนโลยีล้ำ
รถไฟฟ้า EV รุ่นใหม่มาพร้อมระบบช่วยขับขี่อัจฉริยะ หน้าจอขนาดใหญ่ อัปเดตซอฟต์แวร์ผ่าน OTA ได้ และหลายรุ่นมีระบบ V2L ที่ปล่อยไฟฟ้าจากรถออกมาใช้งานอุปกรณ์ภายนอกได้
ข้อเสียที่ต้องพิจารณา
- สถานีชาร์จยังไม่ครอบคลุมทุกพื้นที่
โดยเฉพาะต่างจังหวัดห่างไกล สถานีชาร์จ DC ยังกระจุกตัวอยู่ตามเส้นทางหลักและในเมืองใหญ่ ผู้ใช้รถไฟฟ้า EV ควรวางแผนเส้นทางและจุดชาร์จล่วงหน้าก่อนออกทริป แต่สถานการณ์ดีขึ้นเรื่อย ๆ ปัจจุบันมีสถานีชาร์จทั่วไทยหลายพันจุดแล้ว
- ใช้เวลาชาร์จนานกว่าเติมน้ำมัน
ชาร์จ DC Fast Charge ใช้เวลาประมาณ 30-60 นาที (จาก 20% เป็น 80%) ส่วนชาร์จ AC ที่บ้านใช้เวลา 6-10 ชั่วโมง แต่หากชาร์จข้ามคืนที่บ้าน แทบไม่รู้สึกเสียเวลาเลย
- ราคารถยังสูงกว่ารถน้ำมันในกลุ่มเดียวกัน
แม้ราคาจะปรับลดลงมากในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา แต่รถไฟฟ้า EV ยังมีราคาสูงกว่ารถน้ำมันในเซ็กเมนต์เดียวกันประมาณ 10-30% อย่างไรก็ตาม ค่าพลังงานและบำรุงรักษาที่ถูกกว่าจะช่วยชดเชยในระยะยาว
- แบตเตอรี่เสื่อมสภาพตามเวลา
แบตเตอรี่จะค่อย ๆ สูญเสียความจุตามอายุการใช้งาน โดยเฉลี่ยประมาณ 2-3% ต่อปี หลัง 8 ปีจะเหลือความจุประมาณ 70-80% ยังใช้งานได้ปกติ แต่ผู้ผลิตส่วนใหญ่ให้รับประกันแบตเตอรี่ 8 ปี หรือ 150,000-200,000 กม.
- ศูนย์ซ่อมเฉพาะทางมีจำกัด
หากเกิดปัญหาเกี่ยวกับระบบไฟฟ้า ต้องเข้าศูนย์บริการของแบรนด์ ยังหาอู่ทั่วไปที่ซ่อมรถไฟฟ้า EV ได้ไม่ง่ายนัก ควรเลือกแบรนด์ที่มีศูนย์บริการใกล้บ้าน
ค่าชาร์จรถไฟฟ้า vs ค่าน้ำมัน ประหยัดกว่าจริงไหม?
หนึ่งในคำถามยอดฮิตที่คนสนใจรถไฟฟ้า EV ถามมากที่สุดคือ ชาร์จไฟแพงไหม? คุ้มกว่าเติมน้ำมันจริงหรือเปล่า? มาดูตัวเลขเปรียบเทียบกันแบบชัดเจนเลย
| แหล่งชาร์จ | ราคา (บาท/หน่วย) | 1 หน่วยวิ่งได้ | ต้นทุนต่อ กม. |
| ชาร์จที่บ้าน (มิเตอร์ TOU ช่วง Off-Peak) | 2.6 – 3.8 บาท | 4 – 7 กม. | 0.4 – 0.9 บาท |
| ชาร์จที่บ้าน (มิเตอร์ปกติ) | ~4.2 บาท | 4 – 7 กม. | 0.6 – 1.0 บาท |
| สถานีชาร์จ DC (Off-Peak) | 4.5 – 6.0 บาท | 4 – 7 กม. | 0.6 – 1.5 บาท |
| สถานีชาร์จ DC (On-Peak) | 6.9 – 9.0 บาท | 4 – 7 กม. | 1.0 – 2.3 บาท |
| น้ำมัน แก๊สโซฮอล 95 | ~35 บาท/ลิตร | 10 – 15 กม./ลิตร | 2.3 – 3.5 บาท |
| น้ำมัน ดีเซล | ~30 บาท/ลิตร | 12 – 18 กม./ลิตร | 1.7 – 2.5 บาท |
คนขับ Grab วิ่ง 250 กม./วัน ประหยัดได้เท่าไหร่?
ลองมาคำนวณจริง ๆ ดูว่าถ้าเปลี่ยนจากรถน้ำมันมาใช้รถไฟฟ้า EV จะประหยัดได้มากแค่ไหน
| รายการ | รถ EV (ชาร์จที่บ้าน TOU) | รถ EV (ชาร์จสถานี DC) | รถน้ำมัน (แก๊สโซฮอล 95) |
| ต้นทุนต่อ กม. | ~0.7 บาท | ~1.3 บาท | ~2.8 บาท |
| ค่าพลังงาน/วัน (250 กม.) | ~175 บาท | ~325 บาท | ~700 บาท |
| ค่าพลังงาน/เดือน (26 วัน) | ~4,550 บาท | ~8,450 บาท | ~18,200 บาท |
| ค่าพลังงาน/ปี | ~54,600 บาท | ~101,400 บาท | ~218,400 บาท |
| ประหยัดได้/ปี (เทียบรถน้ำมัน) | ~163,800 บาท | ~117,000 บาท | — |
คนขับ Grab ที่เปลี่ยนมาใช้รถ EV และชาร์จที่บ้าน สามารถประหยัดค่าพลังงานได้มากกว่า 160,000 บาทต่อปี ซึ่งช่วยให้คืนทุนส่วนต่างราคารถได้ภายใน 1.5-2.5 ปี นอกจากนี้ยังประหยัดค่าบำรุงรักษาอีกปีละ 10,000-20,000 บาท
สถานีชาร์จรถไฟฟ้าในไทย ชาร์จที่ไหนได้บ้าง? ค่าบริการเท่าไหร่?
ปัจจุบันประเทศไทยมีสถานีชาร์จรถไฟฟ้า EV กระจายอยู่ทั่วประเทศ ทั้งในปั๊มน้ำมัน ห้างสรรพสินค้า คอนโดมิเนียม และที่จอดรถสาธารณะ โดยผู้ให้บริการรายหลักมีดังนี้
| ผู้ให้บริการ | On-Peak (บาท/หน่วย) | Off-Peak (บาท/หน่วย) | แอปพลิเคชัน | จุดเด่น |
| EV Station PluZ (ปตท.) | 7.7 | 6.0 | EV Station PluZ | สถานีมากที่สุด ในปั๊ม ปตท. ทั่วประเทศ |
| PEA VOLTA (การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค) | 6.9 | 4.5 | PEA VOLTA | ราคา Off-Peak ถูกสุด เครื่องต่ำกว่า 300 kW |
| MEA EV (การไฟฟ้านครหลวง) | 7.5 | 7.5 | MEA EV | ราคาเดียวตลอดวัน ใน กทม./นนทบุรี/สมุทรปราการ |
| SHARGE (บางจาก) | 7.0 – 9.0 | 5.5 – 6.5 | SHARGE | ในปั๊มบางจาก เลานจ์นั่งรอสะดวก |
| EA Anywhere | 6.5 – 8.8 | 5.5 – 6.8 | EA Anywhere | ชาร์จเร็วสูงสุด 150-360 kW เครือข่ายกว้าง |
สำหรับคนขับ Grab แนะนำให้ชาร์จเต็มที่บ้านทุกคืน แล้วใช้สถานีชาร์จ DC เป็นแผนสำรองเฉพาะวันที่วิ่งเยอะกว่าปกติ จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากที่สุด
เลือกรถยนต์ไฟฟ้า EV อย่างไรให้เหมาะกับการใช้งาน?

การเลือกซื้อรถไฟฟ้า EV ไม่ใช่แค่ดูว่ารถยนต์ไฟฟ้ายี่ห้อไหนดี แต่ต้องเลือกให้เหมาะกับรูปแบบการใช้งานของตัวเอง โดยเฉพาะสำหรับคนขับ Grab ที่ใช้รถเป็นเครื่องมือทำมาหากิน ควรพิจารณาปัจจัยเหล่านี้
-
ระยะทางวิ่งต่อการชาร์จ (Range)
สำหรับคนขับ Grab ที่วิ่งวันละ 200-300 กม. ควรเลือกรถที่มี Range อย่างน้อย 400 กม. (มาตรฐาน NEDC) เพื่อให้มีระยะสำรองเพียงพอ ไม่ต้องกังวลเรื่องแบตหมดกลางทาง และไม่ต้องชาร์จระหว่างวันให้เสียเวลาทำรอบ
-
ความเร็วในการชาร์จ DC
ยิ่งรองรับกำลังชาร์จ DC สูงเท่าไหร่ ยิ่งชาร์จเร็วเท่านั้น รถที่รองรับ DC 100 kW ขึ้นไปจะชาร์จจาก 20% ถึง 80% ได้ภายใน 30-40 นาที ซึ่งสำคัญมากสำหรับคนขับ Grab ที่ทุกนาทีคือรายได้
-
ขนาดรถและพื้นที่ภายใน
สำหรับบริการ GrabCar ควรเลือกรถที่ผู้โดยสาร 4 คนนั่งสบาย มีห้องเก็บสัมภาระเพียงพอ โดยเฉพาะหากรับงานสนามบินที่ผู้โดยสารมีกระเป๋าเดินทางขนาดใหญ่ รถ SUV จะตอบโจทย์กว่ารถเก๋งไฟฟ้า
-
ราคาและงบประมาณ
อย่าดูแค่ราคารถอย่างเดียว ให้พิจารณาค่าผ่อน + ค่าชาร์จ + ค่าบำรุงรักษารวมกัน รถ EV ที่ราคาสูงกว่าแต่ประหยัดค่าพลังงานมาก อาจคุ้มค่ากว่าในระยะยาว ลองคำนวณจุดคุ้มทุนจากตารางด้านบนดู
-
รับประกันแบตเตอรี่
เลือกรถที่ให้การรับประกันแบตเตอรี่ยาว อย่างน้อย 8 ปี หรือ 150,000 กม. เพื่อความอุ่นใจ แบตเตอรี่คืออะไหล่ที่แพงที่สุดในรถไฟฟ้า EV ถ้ารับประกันดีก็หมดห่วง
-
เครือข่ายศูนย์บริการ
ตรวจสอบว่าแบรนด์นั้นมีศูนย์บริการใกล้บ้านและใกล้พื้นที่ที่วิ่งงานหรือไม่ หากมีปัญหาจะได้เข้าซ่อมสะดวก ไม่เสียเวลาเดินทางไปซ่อมไกล เสียรายได้
ใครที่กำลังมองหาว่ารถยนต์ไฟฟ้ายี่ห้อไหนดี เพื่อเปลี่ยนมาใช้รถไฟฟ้า EVขับ Grab ในปี 2026 ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่เป็นกลยุทธ์สำคัญในการลดต้นทุนและเพิ่มกำไร ทั้ง 15 รุ่นที่เราแนะนำมานี้มีทั้งรถเก๋งไฟฟ้า รถ SUV และรถทรงกล่องให้ตัดสินใจเลือกได้ตามความชอบ การตัดสินใจว่ารถยนต์ไฟฟ้ายี่ห้อไหนดี ขึ้นอยู่กับรูปแบบการขับขี่และกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของเรา
แต่สำหรับใครที่กังวลเรื่องเงินก้อนหรือการอนุมัติสินเชื่อ Grab EV มีทางเลือกที่คุ้มค่ากว่าเดิมกับโครงการผ่อนขับรับรถ หรือเช่าครบจบบนแอป ซึ่งเป็นโครงการผ่อน/เช่ารถยนต์ไฟฟ้าราคาพิเศษที่ออกแบบมาเพื่อคนขับแกร็บโดยเฉพาะ
ไม่ว่าคุณจะเลือกรถยนต์ไฟฟ้ายี่ห้อไหนดี การใช้ Grab EV จะช่วยให้คุณเริ่มต้นธุรกิจรับส่งผู้โดยสารได้ด้วยต้นทุนที่ต่ำที่สุดและคืนทุนไวที่สุดในปี 2026 สำหรับสาย 2 ล้อที่เน้นความคล่องตัว สมรรถนะดี และขี่ได้ต่อเนื่อง Grab EV มีโครงการมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าให้เลือกเช่นกัน หากสนใจสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ GrabEV รถยนต์ และรถจักรยานยนต์
FAQ
Q: ขับ Grab ด้วยรถไฟฟ้าประหยัดกว่ารถน้ำมันจริงไหม เหลือเงินเท่าไหร่?
A: การขับ Grab ด้วยรถไฟฟ้าประหยัดกว่ามาก โดยเฉลี่ยรถไฟฟ้ามีต้นทุนค่าไฟเพียง 0.5-1 บาทต่อกิโลเมตร (ชาร์จไฟบ้านมิเตอร์ TOU) ในขณะที่รถน้ำมันอยู่ที่ 3-4 บาทต่อกิโลเมตร หากวิ่งงานวันละ 200 กม. จะประหยัดเงินได้วันละ 400 – 600 บาท หรือคิดเป็นเงินเหลือเก็บเพิ่มเดือนละกว่า 15,000 บาท
Q: ต้องเสียเวลาชาร์จไฟนานไหม กระทบเวลาวิ่งงานหรือเปล่า?
A: ปัจจุบันสถานีชาร์จ DC (Fast Charge) ใช้เวลาเพียง 30-40 นาทีในการชาร์จจาก 10-80% หากวางแผนในการชาร์จดี ๆ เลือกชาร์จช่วงพักกลางวัน หรือช่วงที่งานเงียบ เพียงครั้งเดียวก็วิ่งต่อได้ยาว ๆ
Q: ควรเลือกรถไฟฟ้าที่มีระยะทางวิ่ง (Range) เท่าไหร่ ถึงจะพอดีกับการขับ Grab 1 วัน?
A: ควรเลือกรถที่วิ่งได้จริง 350-400 กิโลเมตรขึ้นไป หรือสเปก NEDC ประมาณ 400-500 กม. เพราะโดยเฉลี่ยคนขับ Grab วิ่งวันละ 200-300 กม. ระยะทางนี้จะทำให้เราวิ่งงานได้จบวันโดยไม่ต้องกังวลเรื่องหาที่ชาร์จระหว่างวัน
Q: รถไฟฟ้าค่าซ่อมบำรุงแพงไหม จุกจิกกว่ารถน้ำมันหรือเปล่า?
A: ค่าซ่อมบำรุงรถไฟฟ้าถูกกว่าและไม่จุกจิกเท่ารถน้ำมัน เพราะรถไฟฟ้าไม่มีเครื่องยนต์ ไม่ต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง หัวเทียน หรือเกียร์ ชิ้นส่วนที่ต้องดูแลหลัก ๆ มีแค่ยางรถยนต์ ผ้าเบรก และกรองแอร์ ทำให้ค่าบำรุงรักษาถูกกว่ารถน้ำมันในระยะยาว
Q: วิ่งงานหนักทุกวัน แบตเตอรี่จะเสื่อมเร็วไหม?
A: เทคโนโลยีแบตเตอรี่ปัจจุบัน (โดยเฉพาะแบตเตอรี่ LFP) ออกแบบให้มีความทนทานมาก สามารถชาร์จซ้ำได้หลายพันรอบ อายุการใช้งานยาวนาน 8 -10 ปี หรือวิ่งได้เกิน 5 แสนกิโลเมตรก่อนที่แบตจะเริ่มเสื่อมสภาพ ซึ่งบริษัทรถส่วนใหญ่ก็รับประกันแบตเตอรี่นานถึง 8 ปี หรือ 160,000 กม. อยู่แล้ว











