เมาแล้วขับทำผิดซ้ำ โทษปรับแอลกอฮอล์ทวีคูณ สรุปกฎหมายใหม่ที่สายดื่มต้องระวัง

ปัญหาเมาแล้วขับเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สิน การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ส่งผลโดยตรงต่อระบบประสาท ทำให้การตัดสินใจช้าลง การมองเห็นแย่ลง และความสามารถในการควบคุมยานพาหนะลดลง เมื่อเกิดอุบัติเหตุทำให้เกิดผลกระทบตามมามากมาย ไม่ได้เพียงแค่ผู้ขับขี่เท่านั้น แต่ยังสร้างความเสียหายต่อผู้บริสุทธิ์ ครอบครัว และสังคมโดยรวม เพื่อลดความสูญเสียเหล่านี้ ภาครัฐจึงได้มีการบังคับใช้กฎหมายแอลกอฮอล์ที่เข้มงวดมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะบทลงโทษปรับกฎหมายแอลกอฮอล์สำหรับผู้กระทำผิดซ้ำ เพื่อสร้างความตระหนักและยับยั้งพฤติกรรมเสี่ยงบนท้องถนน

Highlight

โทษปรับแอลกอฮอล์ปี 2569 มีการเพิ่มค่าปรับสูงลิ่วสำหรับผู้ฝ่าฝืนและทำผิดซ้ำ

อัปเดตกฎหมายเมาแล้วขับ 2569 มีโทษอย่างไรบ้าง

ในปี 2569 กฎหมายจราจรทางบกได้มีการบังคับใช้อย่างเข้มงวดต่อเนื่องจากฉบับปรับปรุง (ฉบับที่ 13) เพื่อกวาดล้างปัญหาเมาแล้วขับให้หมดไป โดยมีการเพิ่มอัตราโทษปรับแอลกอฮอล์สำหรับผู้กระทำความผิดซ้ำ และการปรับเพิ่มวงเงินค่าปรับให้สูงขึ้นเพื่อให้ผู้ขับขี่เกิดความเกรงกลัว เรามาดูกันว่าหากฝ่าฝืนกฎหมายในปัจจุบัน จะต้องรับโทษอย่างไรบ้าง

1. เมาแล้วขับ ครั้งที่ 1

สำหรับผู้ที่กระทำความผิดข้อหาเมาแล้วขับเป็นครั้งแรก โทษปรับแอลกอฮอล์ตามกฎหมายกำหนดโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับตั้งแต่ 5,000-20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นอกจากนี้ ผู้กระทำผิดจะถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่เป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 6 เดือน หรืออาจถึงขั้นเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของศาลและความรุนแรงของพฤติการณ์ ทั้งนี้ศาลอาจกำหนดเงื่อนไขคุมประพฤติ เช่น การบำเพ็ญประโยชน์ หรือการพักการลงโทษร่วมด้วย

2. เมาแล้วขับ ครั้งที่ 2 ภายในระยะเวลา 2 ปีนับตั้งแต่วันกระทำผิดครั้งแรก

หากมีการกระทำผิดซ้ำในข้อหาเมาแล้วขับภายในระยะเวลา 2 ปี นับจากวันที่กระทำความผิดครั้งแรก กฎหมายจะเพิ่มบทลงโทษให้หนักขึ้นทันทีเพื่อดัดนิสัย โดย โทษปรับแอลกอฮอล์ในกรณีนี้คือจำคุกไม่เกิน 2 ปี และปรับตั้งแต่ 50,000-100,000 บาท โดยในกรณีทำผิดซ้ำนี้ ศาลจะลงโทษทั้งจำและปรับเสมอ รวมถึงจะถูกพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ไม่น้อยกว่า 1 ปี หรือถูกเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ เพื่อป้องกันไม่ให้กลับมาสร้างความเดือดร้อนบนท้องถนนอีก

3. เมาแล้วขับ เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ

ในกรณีที่เมาแล้วขับนำไปสู่อุบัติเหตุที่ทำให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บ ไม่ว่าจะเป็นทางร่างกายหรือจิตใจ บทลงโทษจะขยับสูงขึ้นเป็นโทษจำคุกตั้งแต่ 1-5 ปี และมีโทษปรับแอลกอฮอล์ ตั้งแต่ 20,000-100,000 บาท นอกจากโทษอาญาแล้ว ผู้กระทำผิดจะถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ไม่น้อยกว่า 1 ปี หรือถูกเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ทันที ซึ่งถือเป็นความผิดที่ส่งผลกระทบต่อผู้อื่นอย่างชัดเจน

4. เมาแล้วขับ เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส

หากอุบัติเหตุจากการเมาแล้วขับส่งผลให้คู่กรณีหรือผู้โดยสารได้รับอันตรายสาหัส เช่น ตาบอด หูหนวก เสียอวัยวะ หรือเจ็บป่วยเรื้อรัง โทษปรับแอลกอฮอล์จะยิ่งหนักขึ้นไปอีก โดยกฎหมายกำหนดโทษจำคุกไว้ที่ 2-6 ปี และปรับตั้งแต่ 40,000-120,000 บาท พร้อมทั้งถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่เป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 2 ปี หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ รวมถึงต้องรับผิดชอบค่าเสียหายทางแพ่งที่เกิดขึ้นกับผู้บาดเจ็บทั้งหมด

5. เมาแล้วขับ เป็นเหตุให้ผู้อื่นเสียชีวิต

กรณีร้ายแรงที่สุดคือการเมาแล้วขับจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ถือเป็นโทษปรับแอลกอฮอล์ขั้นสูงสุดตามกฎหมาย ผู้กระทำผิดจะต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3-10 ปี และปรับตั้งแต่ 60,000-200,000 บาท ที่สำคัญคือ จะถูกเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ทันที ซึ่งหมายความว่าจะไม่สามารถขับรถได้อีกต่อไป บทลงโทษนี้สะท้อนให้เห็นว่ากฎหมายให้ความสำคัญกับชีวิตของผู้บริสุทธิ์เหนือสิ่งอื่นใด

ปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเท่าไหร่ถึงเรียกว่า “เมาแล้วขับ”

เกณฑ์การวัดปริมาณระดับแอลกอฮอล์ในเลือดในเลือดเพื่อระบุว่า “เมาแล้วขับ” ซึ่งเจ้าหน้าที่จะใช้วิธีเป่าแอลกอฮอล์เป็นหลักในการตรวจวัด แบ่งออกเป็น 2 กรณีหลักตามกฎหมาย 

  • กรณีแรกคือผู้ขับขี่ทั่วไปที่มีใบขับขี่ถาวร หากตรวจพบปริมาณแอลกอฮอล์เกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ (mg%) ให้ถือว่าเมาสุรา 
  • กรณีที่สองคือกลุ่มเสี่ยง
    • ผู้ที่มีอายุน้อยกว่า 20 ปีบริบูรณ์
    • ผู้ถือใบขับขี่ชั่วคราว (ชนิด 2 ปี)
    • ผู้ที่ไม่มีใบขับขี่

หากตรวจพบปริมาณแอลกอฮอล์เกินเพียง 20 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ก็จะถือว่ามีความผิดฐานเมาแล้วขับทันที

กฎหมายแอลกอฮอล์สำคัญพอๆ กับการวางแผนดื่มไม่ขับ

ดื่มแอลกอฮอล์อย่างไรไม่ให้เมาจนขาดสติ?

นอกจากต้องรู้เรื่องกฎหมายแอลกอฮอล์แล้ว สิ่งสำคัญไม่แพ้กันคือ การรู้จักลิมิตของตนเองและวางแผนล่วงหน้า หลักการสำคัญคือ “ดื่มไม่ขับ” แต่หากมีความจำเป็นต้องดื่มในงานสังคม ควรควบคุมปริมาณการดื่มให้ร่างกายสามารถกำจัดแอลกอฮอล์ได้ทัน และควรรับประทานอาหารรองท้องก่อนดื่ม เพื่อชะลอการดูดซึมแอลกอฮอล์เข้าสู่กระแสเลือด รวมถึงดื่มน้ำเปล่าตามมาก ๆ เพื่อลดความเข้มข้นของแอลกอฮอล์และป้องกันภาวะขาดน้ำ

ตารางปริมาณเครื่องดื่มที่ทำให้แอลกอฮอล์ในเลือดไม่เกิน 50 mg%

สำหรับใครที่ต้องขับรถเองหลังจากงานสังสรร ไปดูกันว่าสามารถดื่มเครื่องดื่มได้เท่าไหร่ ที่ทำให้แอลกอฮอล์ในเลือดไม่เกิน 50 mg%

ประเภทเครื่องดื่ม

ปริมาณที่ดื่มได้

(โดยประมาณ)

หมายเหตุ
เบียร์ (แอลกอฮอล์ไม่เกิน 5%) ไม่เกิน 1-2 กระป๋องเล็ก ประมาณ 1 ขวดเล็ก
ไวน์ (แอลกอฮอล์ไม่เกิน 12%) ไม่เกิน 1 แก้ว ประมาณ 100-120 ซีซี
วิสกี้หรือเหล้า (แอลกอฮอล์ไม่เกิน 40%) ไม่เกิน 2-3 ฝา (ผสมโซดาหรือน้ำ) ประมาณ 60 ซีซี

หมายเหตุ: ข้อมูลนี้เป็นเพียงการประมาณการเบื้องต้น การดูดซึมของแต่ละบุคคลแตกต่างกัน ไม่สามารถใช้เป็นข้ออ้างทางกฎหมายได้

ปัจจัยที่มีผลต่อระดับแอลกอฮอล์ในเลือด

ระดับความเมาและปริมาณแอลกอฮอล์ที่ตกค้างในร่างกายของแต่ละคนไม่เท่ากัน แม้จะดื่มในปริมาณที่เท่ากัน โดยปัจจัยหลักที่มีผลกระทบ ได้แก่

  • น้ำหนักตัว คนที่มีน้ำหนักตัวมากมักจะมีปริมาณน้ำในร่างกายมากกว่า ทำให้ความเข้มข้นของแอลกอฮอล์เจือจางลงได้ดีกว่าคนตัวเล็ก
  • เพศ เพศชายมักจะมีเอนไซม์ในการย่อยสลายแอลกอฮอล์และปริมาณน้ำในร่างกายมากกว่าเพศหญิง
  • อาหาร การดื่มตอนท้องว่างจะทำให้แอลกอฮอล์ถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดอย่างรวดเร็ว ในขณะที่การมีอาหารในกระเพาะจะช่วยชะลอการดูดซึมได้
  • ความเร็วในการดื่ม การดื่มเร็วหรือดื่มรวดเดียว (Shot) จะทำให้ระดับแอลกอฮอล์พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจนตับขับออกไม่ทัน
  • ชนิดของเครื่องดื่ม เครื่องดื่มที่มีดีกรีสูงหรือมีก๊าซ เช่น แชมเปญ หรือเหล้าผสมโซดาจะถูกดูดซึมได้เร็ว

ผลกระทบของแอลกอฮอล์ต่อการขับขี่ มีอะไรบ้าง

  • การมองเห็นแย่ลง ทัศนวิสัยแคบลง กะระยะห่างไม่แม่นยำ และสายตาพร่ามัว
  • การตัดสินใจช้าลง สมองสั่งการช้ากว่าปกติ การเหยียบเบรกหรือหักหลบสิ่งกีดขวางทำได้ไม่ทันท่วงที
  • ความมั่นใจเกินจริง ผู้ดื่มมักรู้สึกว่าตนเองขับไหว ประมาท และกล้าขับรถเร็วหรือเสี่ยงอันตรายมากกว่าปกติ
  • การประสานงานของร่างกายบกพร่อง การควบคุมพวงมาลัย การใช้เกียร์ และการทรงตัวทำได้ไม่สัมพันธ์กัน
  • ง่วงซึม แอลกอฮอล์มีฤทธิ์กดประสาท ทำให้เกิดอาการหลับในได้ง่าย

ทำไมเมาแล้วขับถึงอันตราย

พฤติกรรมเมาแล้วขับถือเป็นอันตรายร้ายแรง เพราะแอลกอฮอล์เข้าไปรบกวนการทำงานของสมองส่วนหน้าซึ่งทำหน้าที่เกี่ยวกับการตัดสินใจและสติสัมปชัญญะ ในสถานการณ์คับขันบนท้องถนนที่ต้องใช้เวลาตัดสินใจเพียงเสี้ยววินาที ผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์จะไม่สามารถตอบสนองได้ทันท่วงที นอกจากนี้ ความสามารถในการประเมินความเสี่ยงยังผิดเพี้ยนไป ทำให้โอกาสเกิดอุบัติเหตุรุนแรงเพิ่มสูงขึ้นหลายเท่าเมื่อเทียบกับคนปกติ

ไม่ยอมเป่าแอลกอฮอล์ได้ไหม

เมื่อเจอด่านตรวจหลาย ๆ คนมีคำถามว่าปฏิเสธไม่เป่าแอลกอฮอล์ได้หรือไม่ คำตอบคือไม่ควรทำอย่างยิ่ง เพราะตามกฎหมายจราจรฉบับปัจจุบัน การปฏิเสธการตรวจวัดแอลกอฮอล์เมื่อเจ้าพนักงานจราจรขอความร่วมมือ จะส่งผลเสียต่อตัวผู้ขับขี่เองมากกว่าการยอมตรวจตามปกติ เนื่องจากกฎหมายมีบทสันนิษฐานที่เป็นโทษร้ายแรงรองรับไว้แล้ว

  • กฎหมายกำหนดไว้ชัดเจน

ตามกฎหมายแอลกอฮอล์และพระราชบัญญัติจราจรทางบกกำหนดไว้ชัดเจนว่า หากเจ้าพนักงานจราจรมีเหตุอันควรเชื่อว่าผู้ขับขี่เมาสุรา และเรียกให้ผู้ขับขี่หยุดรถเพื่อทำการทดสอบ ผู้ขับขี่มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามคำสั่งนั้น หากผู้ขับขี่ปฏิเสธ ที่จะให้ความร่วมมือในการเป่าแอลกอฮอล์ หรือวิธีอื่นใดที่เจ้าหน้าที่กำหนด กฎหมายจะสันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้นั้นเมาสุราและจะถูกดำเนินคดีในฐานความผิดเมาแล้วขับทันที

  •  โทษกรณีไม่ยอมเป่า

บทลงโทษสำหรับผู้ที่ปฏิเสธการเป่าวัดระดับแอลกอฮอล์จะเทียบเท่ากับผู้ที่เมาแล้วขับทุกประการ นั่นคือ มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับตั้งแต่ 10,000-20,000 บาท ระงับใบอนุญาตขับขี่ไม่น้อยกว่า 6 เดือน และศาลสามารถสั่งเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่รวมถึงยึดรถไว้ได้ไม่เกิน 7 วัน ดังนั้น การปฏิเสธไม่ช่วยให้รอดพ้นความผิด แต่กลับเป็นการยอมรับสภาพความผิดในทางกฎหมายทันที

เป่าแอลกอฮอล์เป็นวิธีตรวจวัดมาตรฐานที่ด่านตรวจ

วิธีการตรวจวัดแอลกอฮอล์มีแบบไหนบ้าง 

เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่แม่นยำและเป็นธรรม เจ้าหน้าที่ตำรวจมีขั้นตอนและวิธีการตรวจสอบที่เป็นมาตรฐาน โดยหลัก ๆ จะเริ่มจากการประเมินทางกายภาพและการใช้อุปกรณ์ในการยืนยันผล ซึ่งแบ่งออกได้เป็นวิธีหลัก ๆ ดังนี้

เป่าแอลกอฮอล์ผ่านเครื่อง Breathalyzer เป็นขั้นตอนที่สะดวกรวดเร็ว

1. การเป่าลมหายใจ (Breath Alcohol Test)

การเป่าแอลกอฮอล์ผ่านลมหายใจเป็นวิธีมาตรฐานที่ใช้กันทั่วไปตามด่านตรวจ โดยผู้ขับขี่จะต้องเป่าลมหายใจเข้าไปในเครื่องตรวจวัดแอลกอฮอล์ (Breathalyzer) อย่างต่อเนื่องจนกว่าเครื่องจะส่งสัญญาณ ผลที่ได้จะแสดงเป็นตัวเลขดิจิทัลทันที ซึ่งวิธีนี้มีความสะดวก รวดเร็ว และมีความแม่นยำสูงในระดับที่กฎหมายยอมรับ เครื่องมือที่ใช้จะต้องผ่านการสอบเทียบมาตรฐานอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้มั่นใจในความถูกต้องของข้อมูล

เป่าแอลกอฮอล์ผ่านเครื่อง Breathalyzer เป็นขั้นตอนที่สะดวกรวดเร็ว

2. การตรวจเลือด (Blood Alcohol Test)

ในกรณีที่ผู้ขับขี่ได้รับบาดเจ็บรุนแรงจนไม่สามารถเป่าแอลกอฮอล์ผ่านลมหายใจได้ หรือมีข้อโต้แย้งในผลการเป่าลมหายใจ เจ้าหน้าที่จะส่งตัวผู้ขับขี่ไปยังโรงพยาบาลเพื่อเจาะเลือดตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ การตรวจเลือดถือเป็นวิธีที่มีความแม่นยำที่สุดทางนิติวิทยาศาสตร์ เนื่องจากเป็นการวัดปริมาณแอลกอฮอล์ในกระแสเลือดโดยตรง แพทย์จะเป็นผู้ดำเนินการและออกใบรับรองแพทย์เพื่อใช้ประกอบสำนวนคดี

3. สิทธิ์ของผู้ถูกตรวจ

ผู้ถูกตรวจมีสิทธิ์ที่จะได้รับทราบผลการตรวจวัดในทันที และสามารถตรวจสอบดูตัวเลขที่หน้าจอเครื่องวัดได้ หากไม่มั่นใจในความสะอาดของหลอดเป่า สามารถร้องขอให้เจ้าหน้าที่เปลี่ยนหลอดเป่าใหม่ต่อหน้าได้ นอกจากนี้ ในกรณีที่ไม่ยอมรับผลการเป่าแอลกอฮอล์ผ่านลมหายใจ ผู้ขับขี่มีสิทธิ์ร้องขอการตรวจพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์อื่นเพิ่มเติม เช่น การตรวจเลือด ภายในระยะเวลาที่กำหนด เพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ของตนเอง แต่ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายหากผลออกมาว่าผิดจริง

เมาแล้วขับ หากเกิดอุบัติเหตุประกันรถยนต์เคลมประกันให้ไหม

เรื่องประกันภัยกับโทษปรับแอลกอฮอล์ เป็นสิ่งที่หลายคนเข้าใจผิด เงื่อนไขความคุ้มครองจะขึ้นอยู่กับประเภทของประกันและปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือด หากเราเมาแล้วขับ บริษัทประกันมีสิทธิ์ปฏิเสธความคุ้มครองในบางกรณี ซึ่งผู้ขับขี่ต้องศึกษารายละเอียดให้ดีเพื่อไม่ให้เสียสิทธิ์

1. พ.ร.บ.รถยนต์ (ประกันภาคบังคับ)

พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จะให้ความคุ้มครองคนเสมอ โดยไม่สนว่าผู้ขับขี่จะเมาหรือไม่ หากเกิดอุบัติเหตุ พ.ร.บ. จะจ่ายค่ารักษาพยาบาลเบื้องต้นและค่าสินไหมทดแทนกรณีเสียชีวิตหรือทุพพลภาพให้กับทั้งผู้ขับขี่ (ในวงเงินจำกัดหากเป็นฝ่ายผิด) และคู่กรณีอย่างเต็มที่ตามวงเงินคุ้มครอง เพื่อเป็นการเยียวยา

2. ประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ (ชั้น 1, 2+, 3+)

สำหรับประกันภาคสมัครใจ หากตรวจพบว่าผู้ขับขี่มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ บริษัทประกันจะปฏิเสธความคุ้มครองรถยนต์ของผู้ขับขี่ทันที แต่ในส่วนของบุคคลภายนอกหรือคู่กรณี บริษัทประกันยังคงต้องชดใช้ค่าเสียหายให้ก่อนตามกฎหมาย แล้วจึงจะมาไล่เบี้ยเรียกเก็บเงินคืนจากผู้ขับขี่ที่เมาแล้วขับในภายหลัง สรุปง่าย ๆ คือ ถ้าเมาเกิน 50 mg% ประกันไม่จ่าย และเราต้องจ่ายคืนประกันที่ไปจ่ายให้คู่กรณีด้วย

3. กรณีคู่กรณีเป็นผู้เสียหาย

ในกรณีที่เราเป็นฝ่ายถูกชนโดยคนเมาแล้วขับ เราจะได้รับความคุ้มครองเต็มที่ ทั้งจาก พ.ร.บ. และประกันภัยรถยนต์ของฝ่ายเรา (ถ้ามี) หรือประกันภัยของคู่กรณี (ในส่วนความรับผิดต่อบุคคลภายนอก) ซึ่งกฎหมายบังคับให้บริษัทประกันของคนเมาต้องจ่ายเยียวยาให้ผู้เสียหายก่อน แล้วบริษัทประกันค่อยไปฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายคืนจากคนขับที่เมาทีหลัง 

ทางเลือกเดินทางหลังดื่ม ดื่มแล้วไม่ขับ มีวิธีไหนบ้าง?

ปัจจุบันมีบริการมากมายที่ช่วยให้เรากลับบ้านได้อย่างปลอดภัยโดยไม่ต้องเสี่ยงขับรถเอง การวางแผนการเดินทางล่วงหน้าก่อนไปปาร์ตี้ หรือการใช้บริการเหล่านี้ จะช่วยประหยัดเงินค่าปรับหลักแสนและรักษาชีวิตของเราได้

1. Grab

ดื่มหนักแค่ไหนก็กลับบ้านปลอดภัยด้วย Grab ตัวช่วยสำคัญที่ทำให้คุณไม่ต้องเสี่ยงเมาแล้วขับ เพียงปักหมุดจุดรับ-ส่งผ่านแอปฯ รถก็พร้อมสแตนบายมารับคุณถึงที่ตลอด 24 ชั่วโมง หรือจะเลือกจองล่วงหน้าไว้ก่อนปาร์ตี้ก็มั่นใจได้ว่ามีรถกลับแน่นอน สะดวกสบายด้วยราคาที่ชัดเจนและระบบติดตามการเดินทาง หมดกังวลเรื่องด่านตรวจหรืออันตรายบนท้องถนน สนุกได้เต็มที่แล้วให้มืออาชีพไปส่งคุณถึงบ้านอย่างปลอดภัย

2. Taxi

สำหรับในพื้นที่กรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่ รถแท็กซี่ยังคงเป็นตัวเลือกที่รวดเร็วและหาง่าย โดยเฉพาะในย่านสถานบันเทิงที่มีรถจอดรอให้บริการ แต่อาจต้องตกลงเรื่องการกดมิเตอร์หรือเส้นทางให้ชัดเจนก่อนขึ้นรถเพื่อความสบายใจ

3. ให้เพื่อนที่ไม่ดื่มขับแทน

วิธีสุดคลาสสิกและประหยัดที่สุดคือการตกลงกันในกลุ่มเพื่อนก่อนไปดื่มว่าวันนี้ใครจะเป็นคนขับ โดยคนนั้นจะต้องงดดื่มแอลกอฮอล์ตลอดงานเพื่อทำหน้าที่ขับรถไปส่งเพื่อน ๆ ให้ถึงบ้านอย่างปลอดภัย

4. ค้างคืนที่นั่น

หากไปดื่มที่บ้านเพื่อน หรือไปเที่ยวต่างจังหวัด และรู้ตัวว่าดื่มหนักจนครองสติไม่อยู่ การเลือกนอนค้างคืนที่บ้านเพื่อน หรือเปิดห้องพักโรงแรมใกล้เคียงนอนพักผ่อนจนสร่างเมา แล้วค่อยขับรถกลับในเช้าวันรุ่งขึ้น เป็นวิธีที่ปลอดภัยที่สุด

5. บริการคนขับรถแทน

ปัจจุบันมีบริการ GrabDriveYourCar ที่มีบริการคนขับรถโดยพนักงานขับรถมืออาชีพจะเดินทางมาขับรถของเราไปส่งเราที่บ้าน ทำให้เราไม่ต้องทิ้งรถไว้ที่ร้านและได้กลับบ้านพร้อมรถของตัวเองอย่างปลอดภัย แม้จะมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าแท็กซี่เล็กน้อย แต่คุ้มค่ากว่าการเสี่ยงโดนจับหรือเกิดอุบัติเหตุ

 

กฎหมาย แอลกอฮอล์ในปี 2569 มีความเข้มงวดขึ้นอย่างมาก ทั้งโทษจำคุกที่จริงจังและค่าปรับที่สูงลิ่ว โดยเฉพาะผู้ที่กระทำผิดซ้ำ การดื่มแอลกอฮอล์เพียงเล็กน้อยก็สามารถทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย ดังนั้น หากรู้ตัวว่าจะต้องดื่ม ควรวางแผนการเดินทางล่วงหน้า เพื่อความปลอดภัยของทุกคนบนท้องถนน จำไว้เสมอว่าดื่มไม่ขับ กลับบ้านปลอดภัยคือทางเลือกที่ดีที่สุด

หากคุณเป็นคนขับรถที่อยากส่งต่อความปลอดภัยและสร้างรายได้ไปพร้อมกัน สมัครขับแกร็บผ่านแอปฯ Grab เพื่อเป็นทางเลือกในการเดินทางที่ปลอดภัยให้กับทุกคน เพราะในช่วงเวลาที่ผู้คนต้องการกลับบ้านอย่างปลอดภัย สมัครง่ายผ่านแอปแกร็บ เพื่อสร้างสังคมการขับขี่ที่ปลอดภัยและสร้างรายได้เสริมไปพร้อม ๆ กัน

FAQ

Q : แกร็บมีบริการ 24 ชั่วโมงไหม?

A : มีบริการครอบคลุมตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ว่าคุณจะเลิกปาร์ตี้ดึกแค่ไหน หรือต้องเดินทางเช้ามืด ก็สามารถเปิดแอปพลิเคชันเพื่อเรียกใช้บริการรถรับส่งได้ทันที โดยมีคนขับสแตนบายคอยให้บริการในหลายพื้นที่ทั่วไทย เพื่อให้คุณกลับบ้านได้อย่างปลอดภัยทุกเวลา

Q : ดื่มแล้วไม่อยากขับ แกร็บมีบริการขับรถให้ไหม?

A : หากนำรถส่วนตัวไปแต่ดื่มจนไม่สามารถขับกลับเองได้ แกร็บมีบริการ GrabDriveYourCar ซึ่งเป็นบริการส่งพนักงานขับรถมืออาชีพมาช่วยขับรถของคุณพาคุณไปส่งถึงที่หมายอย่างปลอดภัย ช่วยลดความเสี่ยงจากการเมาแล้วขับและไม่ต้องทิ้งรถไว้ที่ร้าน

Q : สามารถจองรถแกร็บล่วงหน้าได้หรือไม่?

A : สามารถจองรถแกร็บล่วงหน้าได้ โดยใช้ฟีเจอร์ Advance Booking เพื่อจองรถล่วงหน้าได้ตั้งแต่ 2 ชั่วโมงจนถึง 7 วัน ช่วยให้คุณวางแผนการเดินทางหลังจบงานเลี้ยงได้อย่างมั่นใจว่าจะรถมารับตามเวลาที่กำหนดแน่นอน โดยระบบจะแจ้งค่าโดยสารล่วงหน้าให้ทราบทันที

Q : เรียกแกร็บไปส่งเพื่อนหลายที่ในครั้งเดียวได้ไหม?

A : แกร็บมีฟีเจอร์ Multi-stop (เพิ่มจุดแวะ) ให้คุณสามารถระบุจุดส่งเพื่อนระหว่างทางได้สูงสุดถึง 3 จุด รวมจุดหมายปลายทาง ช่วยให้กลุ่มเพื่อนที่ดื่มมาด้วยกันกลับบ้านได้อย่างปลอดภัยครบทุกคนในทริปเดียว และหารค่ารถกันได้ง่าย ๆ ผ่านแอปพลิเคชัน

Q : หากลืมของไว้บนรถแกร็บตอนเมา จะทำอย่างไร?

A : หากลืมของไว้บนรถแกร็บตอนเมาไม่ต้องกังวล คุณสามารถติดต่อคนขับได้โดยตรงผ่านแอปฯ ภายใน 2 ชั่วโมงหลังจากจบงาน หรือแจ้งผ่านศูนย์ช่วยเหลือ (Help Center) ในแอปฯ ได้ตลอดเวลา ระบบมีการบันทึกข้อมูลคนขับและเส้นทางไว้อย่างละเอียด ทำให้การติดตามของหายเป็นเรื่องง่ายและปลอดภัย