ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะคนเริ่มหันมาใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้น และมองหาทางเลือกที่ช่วยประหยัดพลังงาน แต่ในขณะเดียวกัน หลายคนอาจยังลังเลว่า รถยนต์ไฟฟ้าจะตอบโจทย์การใช้งานจริงหรือไม่ เพราะแม้จะมีข้อดีอยู่มาก แต่ก็ยังมีข้อจำกัดบางประการที่ควรพิจารณาเช่นกัน วันนี้ Grab จะพาไปดูทั้งข้อดีของรถยนต์ไฟฟ้า และข้อเสียของรถยนต์ไฟฟ้า เพื่อให้คุณสามารถเปรียบเทียบ และช่วยให้การตัดสินใจเลือกซื้อรถไฟฟ้าคันแรกของคุณเป็นเรื่องง่ายขึ้น
Highlight
- เทคโนโลยีหลักในรถยนต์ไฟฟ้ามีอะไรบ้าง?
- ข้อดีของรถยนต์ไฟฟ้า มีอะไรบ้าง?
- ข้อเสียของรถยนต์ไฟฟ้า มีอะไรบ้าง?
- สิ่งที่ควรรู้ก่อนซื้อรถยนต์ไฟฟ้ามีอะไรบ้าง?
เทคโนโลยีหลักในรถยนต์ไฟฟ้ามีอะไรบ้าง?

ข้อดีของรถยนต์ไฟฟ้า 10 ข้อ มีอะไรบ้าง?
มาดูข้อดีของรถยนต์ไฟฟ้าไปพร้อมกันว่า มีอะไรบ้าง ทำไมถึงควรหันมาขับรถไฟฟ้า
-
ค่าบำรุงรักษาน้อยกว่า
รถไฟฟ้าไม่มีเครื่องยนต์สันดาปภายใน จึงไม่ต้องเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง ไส้กรอง หรือดูแลระบบท่อไอเสีย มีชิ้นส่วนที่สึกหรอน้อยกว่า ทำให้โอกาสซ่อมเสียลดลงมาก ผลลัพธ์คือเจ้าของรถประหยัดทั้งค่าใช้จ่ายและเวลาเข้าศูนย์บริการระยะยาว
-
แรงบิดทันที
มอเตอร์ไฟฟ้าสามารถปล่อยกำลังได้เต็มตั้งแต่กดคันเร่งแรก ทำให้การออกตัวไว เร่งแซงได้มั่นใจ ไม่ต้องรอรอบเครื่องยนต์ การขับขี่จึงสนุก คล่องตัว และตอบสนองได้ดีกว่ารถสันดาป
-
เทคโนโลยีล้ำสมัย
อีกหนึ่งข้อดีของรถยนต์ไฟฟ้า คือ รถ EV มักติดตั้งระบบช่วยขับขั้นสูง เช่น ระบบเซนเซอร์, กล้อง 360°, ระบบเบรกอัตโนมัติ หน้าจอแสดงผลมักเป็นจอสัมผัสขนาดใหญ่ พร้อมการอัปเดตซอฟต์แวร์ออนไลน์ (OTA) ผู้ใช้จึงได้สัมผัสประสบการณ์ที่ทันสมัย สะดวกสบาย และปลอดภัยยิ่งขึ้น
-
เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ไม่มีไอเสีย
รถยนต์ไฟฟ้าไม่มีการเผาไหม้เชื้อเพลิง จึงไม่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์หรือไอเสียที่เป็นอันตราย ช่วยลดมลพิษทางอากาศและปัญหา PM 2.5 ในเมืองใหญ่ การใช้รถยนต์ไฟฟ้าจึงเป็นส่วนหนึ่งในการลดภาวะโลกร้อน และช่วยให้อากาศในเมืองสะอาดขึ้น
-
เงียบสนิท ลดมลพิษทางเสียง
มอเตอร์ไฟฟ้าทำงานเงียบกว่าเครื่องยนต์สันดาปภายในมาก ทำให้การขับขี่สบายและไม่รบกวนผู้อื่น โดยเฉพาะในเขตที่พักอาศัย นอกจากนี้ยังช่วยลดมลพิษทางเสียงในเมืองใหญ่ ทำให้สิ่งแวดล้อมดีขึ้น
-
ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีและส่วนลด
รัฐบาลไทยและหลายประเทศทั่วโลกส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้า ด้วยมาตรการลดภาษีสรรพสามิต ยกเว้นภาษีนำเข้า รวมถึงมีส่วนลดเงินสดจากผู้ผลิต ทำให้ราคารถยนต์ไฟฟ้าเข้าถึงง่ายขึ้น
-
สะดวกในการใช้งานประจำวัน
สามารถชาร์จแบตเตอรี่ได้ที่บ้านในยามค่ำคืน ตื่นเช้ามารถก็พร้อมใช้งาน ไม่ต้องเสียเวลาแวะปั๊มน้ำมัน เหมาะสำหรับผู้ที่ใช้รถเดินทางระยะใกล้ ๆ เป็นประจำ เช่น ไปทำงาน ไปรับส่งลูก หรือซื้อของ
-
ขับสนุก ควบคุมได้ดี
ศูนย์ถ่วงต่ำเพราะแบตเตอรี่วางอยู่ใต้พื้นรถ ทำให้รถมีความมั่นคงในการขับขี่ โค้งไวและแม่นยำ การกระจายน้ำหนักที่สมดุลช่วยให้การขับขี่ปลอดภัยและสนุกยิ่งขึ้น
-
ระบบช่วยเหลือฉุกเฉินและการเชื่อมต่อออนไลน์
รถยนต์ไฟฟ้ามักมาพร้อมระบบเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต สามารถตรวจสอบสถานะรถผ่านแอปมือถือ เปิด-ปิดแอร์ระยะไกล และมีระบบแจ้งเตือนเมื่อเกิดปัญหา ช่วยให้การใช้งานสะดวกและทันสมัยยิ่งขึ้น
-
ส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน
สามารถชาร์จด้วยไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ผ่านแผงโซลาร์เซลล์ที่บ้าน ช่วยลดการพึ่งพาน้ำมันจากต่างประเทศ และส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดอย่างยั่งยืน ประหยัดค่าพลังงานได้มากยิ่งขึ้น

ข้อเสียของรถยนต์ไฟฟ้า 10 ข้อ มีอะไรบ้าง?
ดูประโยชน์ของรถยนต์ไฟฟ้าไปแล้ว มาดูข้อเสียของรถยนต์ไฟฟ้ากันบ้าง
-
ราคาสูงกว่ารถยนต์สันดาปบางรุ่นที่แบตเตอรี่ใหญ่ ระยะทางไกล
ข้อเสียของรถยนต์ไฟฟ้าที่อาจทำให้หลายคนลังเลว่า จะซื้อดีไหม คงหนีไม่พ้นเรื่องราคาแบตเตอรี่ เพราะถึงแม้ว่า ราคาของรถยนต์ไฟฟ้าจะมีแนวโน้มลดลง แต่โดยทั่วไปแล้วแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้ามีราคาสูง เพราะต้นทุนของแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนที่ยังมีราคาสูง
-
ใช้ระยะเวลาการชาร์จนานกว่าการเติมน้ำมัน
ถึงรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่จะสามารถวิ่งได้หลายร้อยกิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง แต่ก็ยังถือว่า สั้นกว่ารถที่ใช้น้ำมัน ซึ่งสามารถขับได้ไกลกว่ามากต่อการเติมเชื้อเพลิงเพียงครั้งเดียว จึงอาจเป็นข้อเสียของรถไฟฟ้าสำหรับใครที่ต้องเดินทางไกลบ่อย ๆ แต่ถึงแม้ต้องใช้เวลาชาร์จหลายสิบนาทีถึงชั่วโมง แต่ก็สามารถวางแผนชาร์จระหว่างพักหรือชาร์จที่บ้านได้ ต่างจากการเติมน้ำมันที่เร็วทันใจ แต่ก็สามารถปรับการใช้งานให้เหมาะสมกับตารางชีวิตประจำวัน
-
มูลค่าการขายต่อ ตลาดมือสองอาจจะยังไม่แน่นอน รวมถึงราคาจะยังไม่นิ่ง
มูลค่าขายต่อของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในตลาดมือสองยังมีความไม่แน่นอนและผันผวนสูง เนื่องจากเทคโนโลยีแบตเตอรี่ซึ่งเป็นต้นทุนหลักยังมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผู้ซื้อกังวลเรื่องอายุการใช้งานและค่าเปลี่ยนแบตเตอรี่ อีกทั้งเทคโนโลยีของรถ EV รุ่นใหม่พัฒนาเร็ว ส่งผลให้รุ่นเก่าตกเทรนด์และราคาตกเร็ว ขณะเดียวกันนโยบายส่งเสริมรถ EV ของภาครัฐที่ทำให้ราคารถใหม่ลดลงก็ยิ่งกดดันตลาดมือสองให้ราคายังไม่นิ่ง นอกจากนี้ตลาดรถ EV มือสองในไทยยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคยังไม่สูงมาก และดีลเลอร์บางรายยังไม่กล้ารับซื้อรถทุกยี่ห้อ จึงทำให้มูลค่าขายต่อของรถ EV ยังไม่มั่นคงเหมือนรถยนต์น้ำมันทั่วไปในปัจจุบัน
-
ระยะทางการขับขี่จำกัดในบางรุ่น
ถึงแม้รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่จะวิ่งได้หลายร้อยกิโลเมตรต่อการชาร์จ แต่ยังสั้นกว่ารถที่ใช้น้ำมัน โดยเฉพาะในการเดินทางระยะไกล ๆ อาจต้องวางแผนการชาร์จระหว่างทาง หรือเลือกเส้นทางที่มีสถานีชาร์จรองรับ
-
สถานีชาร์จยังไม่ครอบคลุมทุกพื้นที่
แม้สถานีชาร์จในเมืองใหญ่จะมีเพิ่มขึ้น แต่ในต่างจังหวัดหรือพื้นที่ห่างไกล ยังมีสถานีชาร์จไม่เพียงพอ อาจทำให้เกิดความกังวลในการเดินทางระยะไกล หรือต้องวางแผนเส้นทางให้ดีก่อนออกเดินทาง
-
ช่างเฉพาะทางและอู่ซ่อมยังมีจำกัด
อู่ซ่อมรถยนต์ไฟฟ้ายังไม่แพร่หลายเท่ารถน้ำมัน และช่างผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางยังมีจำนวนจำกัด หากเกิดปัญหาอาจต้องเข้าศูนย์บริการเท่านั้น ซึ่งอาจมีค่าบริการที่สูงกว่า และต้องใช้เวลารอคิวนานกว่า
-
น้ำหนักรถมากเพราะแบตเตอรี่
แบตเตอรี่ขนาดใหญ่มีน้ำหนักมาก ทำให้รถยนต์ไฟฟ้าหนักกว่ารถน้ำมันในระดับเดียวกัน อาจส่งผลต่อการสึกหรอของยางและชิ้นส่วนช่วงล่าง รวมถึงอาจต้องใช้พลังงานมากขึ้นในการขับเคลื่อนน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น
-
ประสิทธิภาพลดลงเมื่ออากาศร้อนหรือหนาวจัด
แบตเตอรี่ทำงานได้ดีที่สุดในอุณหภูมิปกติ เมื่ออากาศร้อนจัดหรือหนาวจัด ประสิทธิภาพแบตเตอรี่จะลดลง ทำให้ระยะทางการขับขี่สั้นลง และอาจต้องชาร์จบ่อยขึ้น โดยเฉพาะในประเทศที่มีอากาศหนาวมาก
-
การรีไซเคิลแบตเตอรี่ยังไม่สมบูรณ์
แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนมีอายุการใช้งานประมาณ 8-15 ปี การกำจัดและรีไซเคิลแบตเตอรี่เก่ายังต้องพัฒนาต่อ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมในอนาคต ถึงแม้ปัจจุบันจะมีการพัฒนาเทคโนโลยีรีไซเคิลอย่างต่อเนื่อง
-
ต้องการโครงสร้างพื้นฐานที่เหมาะสม
การชาร์จที่บ้านต้องมีระบบไฟฟ้าที่รองรับ อาจต้องเพิ่มเครื่องชาร์จเฉพาะและติดตั้งมิเตอร์แบบ TOU เพื่อประหยัดค่าไฟ สำหรับคอนโดหรืออพาร์ทเมนต์อาจต้องได้รับอนุญาตจากนิติบุคคลก่อน ซึ่งอาจใช้เวลาและมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
สิ่งที่ควรรู้ก่อนซื้อรถยนต์ไฟฟ้ามีอะไรบ้าง?
ก่อนตัดสินใจซื้อรถยนต์ไฟฟ้า มีปัจจัยสำคัญหลายอย่างที่ควรพิจารณา เพื่อให้แน่ใจว่ารถยนต์ไฟฟ้าตอบโจทย์การใช้งานของคุณได้จริง มาดูกันว่าควรรู้อะไรบ้างก่อนซื้อ
-
งบประมาณรวมและต้นทุนการใช้งาน
นอกจากราคารถยนต์ไฟฟ้าแล้ว ควรคำนวณต้นทุนรวมทั้งหมด เช่น ค่าติดตั้งเครื่องชาร์จที่บ้าน ค่ามิเตอร์ไฟฟ้าแบบ TOU ค่าประกันภัย และค่าบำรุงรักษา แต่อย่าลืมว่า รถยนต์ไฟฟ้าจะช่วยประหยัดค่าน้ำมันและค่าซ่อมบำรุงในระยะยาว ซึ่งอาจชดเชยค่าใช้จ่ายเริ่มแรกได้ รวมถึงยังมีสิทธิประโยชน์ทางภาษีจากภาครัฐอีกด้วย
-
ระยะทางการเดินทางประจำวัน
วิเคราะห์ระยะทางที่ใช้รถเป็นประจำว่าอยู่ในช่วงเท่าไหร่ หากขับไม่เกิน 100-150 กิโลเมตรต่อวัน รถยนต์ไฟฟ้าส่วนใหญ่จะตอบโจทย์ได้ดี แต่ถ้าต้องเดินทางไกลบ่อยครั้ง ควรเลือกรถที่มีระยะทางต่อการชาร์จมากกว่า 400 กิโลเมตร หรือพิจารณารถยนต์ไฟฟ้าแบบ Plug-in Hybrid (PHEV) ที่สามารถใช้น้ำมันสำรองได้
-
โครงสร้างพื้นฐานที่บ้านและที่ทำงาน
ตรวจสอบว่าบ้านหรือคอนโดของคุณสามารถติดตั้งเครื่องชาร์จได้หรือไม่ มีพื้นที่จอดรถประจำหรือไม่ ระบบไฟฟ้ารองรับการชาร์จได้หรือไม่ หากอาศัยอยู่ในคอนโด อาจต้องขออนุญาตนิติบุคคลก่อน และหากที่ทำงานมีสถานีชาร์จ ก็จะยิ่งสะดวกมากขึ้น สามารถชาร์จระหว่างทำงานได้
-
สถานีชาร์จในพื้นที่ที่ใช้บ่อย
ตรวจสอบว่ามีสถานีชาร์จสาธารณะในพื้นที่ที่คุณใช้งานบ่อย ๆ หรือไม่ เช่น ใกล้บ้าน ที่ทำงาน ห้างสรรพสินค้า หรือเส้นทางเดินทางประจำ ปัจจุบันมีแอปพลิเคชันหลายตัวที่ช่วยค้นหาสถานีชาร์จได้ง่าย เช่น EvME, Charge Now, Autofun Map ทำให้วางแพลนการชาร์จได้สะดวกขึ้น
-
รูปแบบการใช้งานและไลฟ์สไตล์
พิจารณาว่ารถจะใช้เพื่ออะไรเป็นหลัก หากใช้รถเดินทางในเมืองเป็นส่วนใหญ่ รถยนต์ไฟฟ้าเหมาะสมมาก เพราะประหยัดและขับสบาย แต่ถ้าต้องขับข้ามจังหวัดบ่อย ๆ ควรเลือกรุ่นที่มีระยะทางไกลและมีสถานีชาร์จเร็วตามเส้นทางหลัก หรือหากใช้รถเป็นอาชีพ เช่น ขับแกร็บ ก็ควรคำนวณรายได้ต่อวันกับค่าใช้จ่ายให้ดี
-
การบำรุงรักษาและศูนย์บริการ
ตรวจสอบว่ายี่ห้อรถที่สนใจมีศูนย์บริการในพื้นที่ของคุณหรือไม่ มีอะไหล่เพียงพอหรือไม่ รับประกันกี่ปี โดยเฉพาะการรับประกันแบตเตอรี่ ซึ่งมักจะแยกจากตัวรถ ควรเลือกแบรนด์ที่มีเครือข่ายศูนย์บริการกว้างและมีชื่อเสียง เพื่อความสะดวกในการดูแลรักษาในอนาคต
-
มูลค่าขายต่อและแผนการถือครอง
หากวางแผนจะขายรถภายใน 3-5 ปี ควรศึกษามูลค่าขายต่อของรถยนต์ไฟฟ้าในตลาดมือสอง เพราะยังมีความผันผวนมากกว่ารถน้ำมัน แต่ถ้าจะถือครองรถยาว ๆ สัก 7-10 ปี ก็จะคุ้มค่ามากเพราะประหยัดค่าใช้จ่ายในระยะยาว และได้ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยอยู่ตลอด
-
สิทธิประโยชน์และโปรโมชันพิเศษ
อย่าลืมสำรวจสิทธิประโยชน์ที่ภาครัฐและเอกชนมอบให้ เช่น การลดหย่อนภาษี ส่วนลดค่าไฟฟ้า แคมเปญ Cash Back จากแบรนด์รถ หรือโปรแกรมพิเศษสำหรับพาร์ตเนอร์ขับรถแกร็บ ที่ให้เช่ารถยนต์ไฟฟ้าแบบไม่ต้องมีเงินดาวน์ พร้อมสิทธิประโยชน์ครบครัน ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการเริ่มต้นได้มาก
เมื่อรู้ข้อดี และข้อเสียของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) แล้ว คงทำให้หลายคนตัดสินใจได้ง่ายขึ้นว่า จะเลือกเปลี่ยนมาขับรถไฟฟ้าดีหรือไม่ สำหรับใครที่อยากเริ่มต้นอาชีพขับ GrabEV มาเข้าร่วมเป็นพาร์ตเนอร์กับเราที่ให้เงื่อนไขสุดคุ้มค่า ไม่ต้องมีเงินดาวน์ ผ่อนหรือเช่าแบบรายวัน พร้อมรับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ เช่น ฟรีประกันภัย ฟรีช่วยเหลือฉุกเฉิน
และไม่ใช่แค่รถยนต์ไฟฟ้าเท่านั้น สำหรับสายสองล้อ มีให้เช่ามอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าขับแกร็บ โดยให้เลือกแผนการเช่าได้ตามพื้นที่ ตอบโจทย์ทั้งความคล่องตัว และค่าใช้จ่ายสุดประหยัด พร้อมบริการสถานีสลับแบตเตอรี่ที่ครอบคลุม ช่วยให้ขี่ไกลอย่างไร้กังวล
FAQ:
Q: แบตรถ EV อายุการใช้งานกี่ปี?
A: แบตเตอรี่ของรถยนต์ไฟฟ้ามีอายุการใช้งานประมาณ 10 – 20 ปี ขึ้นอยู่กับปัจจัยใช้งาน และการดูแลรักษา เช่น การชาร์จ การขับขี่ และสภาพอากาศ
Q: รถไฟฟ้า EV วิ่งได้ไกลแค่ไหนต่อการชาร์จ?
A: ขึ้นอยู่กับรุ่น และขนาดแบตเตอรี่ ปกติรถไฟฟ้ารุ่นใหม่วิ่งได้ประมาณ 300 – 500 กิโลเมตรต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง
Q: ขับแกร็บ EV รับงานแบบไหนได้บ้าง?
A: สามารถรับงานได้หลากหลายทั้ง JustGrab, GrabTaxi และ GrabSUV, GrabCar Premium (ขึ้นกับรุ่นรถ) รวมถึงรับงานสนามบิน หรือบริการรายทาง
Q: GrabEV รถยนต์ สัญญาเช่าระยะยาว และสั้นต่างกันอย่างไร?
A: เลือกได้ทั้งสัญญาระยะยาว (5 – 7 ปี) สำหรับผ่อนขับ หรือสัญญาระยะสั้น (3 เดือน, 6 เดือน และ 1 ปี) สำหรับเช่าขับ
Q: ค่าใช้จ่ายในการเช่ารถขับ GrabEV เริ่มต้นวันละเท่าไหร่?
A: ค่าเช่ารถ EV เริ่มต้นเพียงวันละ 880 บาท
แหล่งอ้างอิง:
[รถยนต์] GrabEV “ผ่อนขับรับรถ” หรือ “เช่าครบจบบนแอป” จาก Grab