
อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งบนท้องถนนอย่างยางรั่วหรือยางแบนเป็นหนึ่งในสถานการณ์ฉุกเฉินที่ผู้ขับขี่รถยนต์อาจต้องเผชิญได้บ่อยครั้ง ดังนั้นหลายคนอาจเกิดความกังวลว่าถ้ารถยางรั่วกะทันหัน การรับมือเช่นนี้อย่างถูกต้องจึงเป็นสิ่งสำคัญเพราะช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถป้องกันหรือจัดการกับมันได้อย่างเหมาะสม และนี่คือคำแนะนำจาก Grab มีวิธีรับมืออย่างไร หากรถยนต์ยางรั่วขับต่ออันตรายไหม วิธีหลีกเลี่ยง หากไม่อยากเจออาการรถยางรั่วอีก
Highlight
- ยางรั่วเกิดจากสาเหตุอะไรบ้าง?
- ยางแบน สังเกตอาการอย่างไร
- รถยางรั่ว ยางแบน ขับต่อได้ไหม? อันตรายแค่ไหน?
- ยางรั่วแบบไหนถึงควรซ่อม? แบบไหนควรเปลี่ยน?
- วิธีแก้ไขปัญหายางรั่วหรือยางแบนทำอย่างไร
- เปลี่ยนยางอะไหล่ด้วยตัวเองทำอย่างไร?
- ปะยางราคาเท่าไหร่? แต่ละแบบต่างกันอย่างไร?
- เบอร์โทรฉุกเฉินเมื่อยางรั่วกลางทางมีอะไรบ้าง?
- อุปกรณ์ที่ควรมีติดรถมีอะไรบ้าง?
- ป้องกันอย่างไรไม่ให้ยางรั่ว?
- ยาง Run-flat คืออะไร? ช่วยเรื่องยางรั่วได้อย่างไร?
- มอเตอร์ไซค์ยางรั่ว ต่างจากรถยนต์อย่างไร?

ยางรั่วเกิดจากสาเหตุอะไรบ้าง?
1. โดนตะปูหรือของมีคมทิ่ม
หนึ่งในสาเหตุหลักของยางรั่วหรือยางแบน คือ การขับผ่านวัตถุแหลมที่ตกอยู่บนถนน เช่น เศษแก้ว ตะปู วัตถุเหล่านี้สามารถทำให้ยางรถยนต์ถูกทิ่มแทงจนเกิดรอยรั่วได้
2. ขับรถตกหลุมหรือชนขอบถนน
การขับขี่ผ่านหลุมบนถนนหรือขอบทางที่ไม่เรียบร้อย อาจทำให้ยางรถยนต์ยางรั่วหรือยางแบนได้ เพราะรถมีการกระแทกแรง ๆ จนทำให้ยางฉีกขาดหรือมีรอยแตก
3. ล้อรถยนต์ผิดรูปจากการโดนชน
ปัญหาล้อรถยนต์ผิดรูปจากการชนจนทำให้ยางรั่วหรือยางแบน ส่วนใหญ่จะเกิดกับรถที่ยางเสื่อมสภาพ มีอายุการใช้งานมานาน ทำให้มีโอกาสเกิดปัญหายางรั่วหรือแบนสูงกว่ายางใหม่ เนื่องจากความยืดหยุ่นและความแข็งแรงของยางลดลง รวมไปถึงการที่ล้อแม็กที่เสียรูปทรงจากการชนหรือกระแทกจะทำให้ขอบยางปิดไม่สนิท ลมจึงรั่วซึมออกมาอย่างช้า ๆ กรณีนี้ต้องแก้ไขที่ตัวล้อ ไม่ใช่แค่ปะยาง
4. แก้มยางเสียหายจากการขับขี่
การขับรถตกหลุมหรือเบียดขอบทาง ทำให้แก้มยางชำรุด ผิดรูป หรือเป็นแผล
5. ขอบยางชำรุด
เป็นความเสียหายที่เกิดบริเวณขอบยางในใต้กระทะล้อที่ทำให้ยาง และกระทะล้อติดกันไม่สนิท หรืออาจมีวัตถุเล็ก ๆ เข้าไปติดที่ขอบยาง รวมทั้งยางเสื่อมสภาพ ทำให้ขอบยางอ่อนตัวลงจนเกิดการรั่วซึม
6. สภาพล้อเสียรูปทรง
อาจเกิดจากการสึกกร่อนหรือแรงกระแทก ทำให้ล้อคดหรือบิดเบี้ยว เกิดการรั่วในบริเวณขอบกระทะล้อ นอกจากนี้ล้อที่คดจะทำให้รถสั่นสะเทือนระหว่างขับขี่ และขอบยางชำรุดมีลมยางรั่วซึมออกมา
7. จุ๊บเติมลมยางเสื่อมสภาพ
จุ๊บลม (วาล์วเติมลม) ที่เสื่อมสภาพ หลวมหรือหลุดหายเป็นสาเหตุให้ลมรั่วซึมออกมาได้ ชิ้นส่วนเล็ก ๆ ที่หากมองข้ามก็มีผลให้ลมยางรั่วได้เช่นกัน จึงควรควรเปลี่ยนจุ๊บลมใหม่ทุกครั้งที่เปลี่ยนยาง
8. ยางเก่าหรือเสื่อมสภาพ
ยางที่ใช้งานมานานจะมีดอกยางสึก เนื้อยางแข็งตัว หรือมีรอยแตกลายงา ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อยางรั่วซึมหรือระเบิดได้ โดยทั่วไปยางรถยนต์ควรเปลี่ยนทุก 3-5 ปี หรือเมื่อวิ่งครบ 50,000-60,000 กม. ขึ้นอยู่กับสภาพการใช้งาน
9. แรงดันลมยางไม่เหมาะสม
การเติมลมยางน้อยเกินไปทำให้ยางยุบตัวมากกว่าปกติ โครงสร้างยางเสียหายและเกิดยางรั่วง่าย ในขณะที่แรงดันสูงเกินไปอาจทำให้ยางแตกเมื่อกระทบหลุมหรือสิ่งกีดขวาง ควรตรวจเช็กลมยางอย่างน้อยเดือนละครั้ง
เมื่อพบว่ารถยางรั่วจะแก้ไขอย่างไรดี ก่อนอื่นให้มองหาบริเวณที่เกิดรอยรั่ว หากเป็นรู หรือบาดแผลขนาดเล็กเส้นผ่านศูนย์กลางไม่เกิน 1/4 นิ้วบริเวณดอกยาง แบบนี้สามารถซ่อมแซมได้ด้วยการปะยางรถยนต์แต่หากเกิดบริเวณแก้มยางหรือไหล่ยาง แนะนำให้เปลี่ยนยางใหม่ และที่เสียหายอย่างรุนแรงจากการชน ควรเปลี่ยนยางใหม่ทันทีเช่นกัน กรณีมีลมรั่วแต่ไม่พบบาดแผลที่ยาง อาจเกิดจากตัวล้อ แนะนำให้พบช่างเพื่อแก้ไขให้ตรงจุด
ยางแบน สังเกตอาการอย่างไร?
ยางรั่วอาจไม่ได้แบนให้เห็นทันที แต่จะมีอาการผิดปกติที่สังเกตได้ ได้แก่
- แรงดันลมยางลดลงเร็วผิดปกติ เติมลมยางไปไม่กี่วัน ลมยางก็อ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด หรือล้อใดล้อหนึ่งอ่อนกว่าล้ออื่น
- พวงมาลัยหนักหรือควบคุมรถได้ยากรู้สึกว่ารถดึงไปข้างใดข้างหนึ่ง โดยเฉพาะเมื่อเข้าโค้งหรือขับด้วยความเร็วสูง
- ได้ยินเสียงผิดปกติ เสียงตุบ ๆ จากยางที่ลมอ่อน หรือเสียงลมรั่วเบา ๆ เมื่อจอดรถในที่เงียบ
- เห็นสิ่งแปลกปลอมติดอยู่ที่ยาง ตะปู เศษแก้ว หรือโลหะคมฝังอยู่ในเนื้อยาง ควรรีบตรวจสอบทันที
- รถยางรั่วจะสั่นสะเทือนผิดปกติโดยเฉพาะที่ความเร็วสูง อาจเกิดจากยางที่ลมไม่สม่ำเสมอ
- ใช้น้ำสบู่หรือน้ำยาล้างจานผสมน้ำฉีดรอบ ๆ ยาง หากมีจุดรั่วจะเห็นฟองอากาศผุดขึ้นมาตรงจุดนั้น
รถยางรั่ว ยางแบน ขับต่อได้ไหม? อันตรายแค่ไหน?

ไม่แนะนำให้ขับรถที่ยางรั่วหรือแบน เพราะแน่นอนว่ารถอยู่ในสภาพไม่สมบูรณ์ อาจเกิดอันตรายได้ทุกเมื่อ หากพบว่ารถยางรั่ว ควรตั้งสติ ขับรถหลบเข้าไหล่ทาง เปิดไฟฉุกเฉิน สังเกตให้แน่ใจว่าบริเวณนั้นปลอดภัยแล้วจึงทำการเปลี่ยนยางอะไหล่ หรือซ่อมแซมเบื้องต้นด้วยชุดปะยางฉุกเฉิน เรียบร้อยแล้วให้นำรถไปตรวจเช็กอีกครั้ง แต่หากไม่รู้วิธีซ่อมแซมควรโทรขอความช่วยเหลือจากศูนย์บริการ หลายคนแก้ปัญหารถยางรั่วด้วยการวิ่งบดไปที่ร้านซ่อม ซึ่งที่จริงแล้วไม่ควรทำ หากจำเป็นควรศึกษาเส้นทางไปยังร้านที่ใกล้ที่สุด ไม่ควรขับระยะไกล ค่อย ๆ ขับรถด้วยความระมัดระวัง และนำรถเข้าซ่อมแซมทันที วิธีนี้ช่วยให้รถเสียหายน้อยที่สุด
ยางรั่วแบบไหนถึงควรซ่อม? แบบไหนควรเปลี่ยน?

เมื่อคุณเจอสถานการณ์รถยางรั่วเข้าแล้ว จำเป็นจะต้องหาร้านปะยางรถ หรือศูนย์บริการที่ใกล้ที่สุด เพื่อทำการปะยางรถหรือแก้ไขปัญหาเบื้องต้น โดยหากยางรถของคุณ ยังพอเหลือลมอยู่ รถยนต์ยางรั่วบดได้ไหม? คำตอบคือ ยังสามารถบดไปได้ แต่บดไปอย่างช้า ๆ ประคองรถไปให้ถึงร้านได้ แต่ในกรณีที่ไม่เหลือลมยางเลย ยางรถแบนไปแล้ว ไม่แนะนำให้บดรถต่อไป เพราะจะทำให้ยางและล้อเสียหายได้ ทั้งนี้หากคุณมีชุดปะยางฉุกเฉินติดรถไว้ คุณก็สามารถทำการปะยางเบื้องต้นได้เช่นเดียวกัน หากรถยางรั่วตำแหน่งแก้มยาง กรณีนี้ต้องเปลี่ยนยางใหม่อย่างเดียว เนื่องจากแก้มยาง ต้องแบกรับน้ำหนักและแรงกระแทกของรถไว้ทั้งหมดนั่นเอง แต่หากตำแหน่งรถยางรั่วตรงหน้ายาง ก็ยังสามารถปะยางได้ โดยทั่วไปแล้วการปะยางรถยนต์มีด้วยกัน 2 แบบ ได้แก่ การปะแบบสตรีม และ การปะแบบแทงไหม
วิธีแก้ไขปัญหายางรั่วหรือยางแบนในเบื้องต้น

เมื่อพบว่ารถยนต์มียางรั่วหรือยางแบนในระหว่างการขับขี่ จะต้องดำเนินการทันทีเพื่อป้องกันอุบัติเหตุหรือความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งสามารถปฏิบัติตามคำแนะนำดังนี้
1. ชะลอความเร็ว
ปรับลดความเร็วของรถลงอย่างปลอดภัยทันที หลีกเลี่ยงการหยุดรถกะทันหันหรือเปลี่ยนเลนอย่างรวดเร็ว เพื่อป้องกันการสูญเสียการควบคุมรถและลดแรงกระแทก ซึ่งจะช่วยควบคุมรถได้ง่ายขึ้นในสถานการณ์ที่มีปัญหายางรั่วหรือยางแบน
2. เปิดไฟฉุกเฉินทันที
เมื่อยางรั่วหรือยางแบนควรเปิดไฟฉุกเฉินทันทีเพื่อเตือนรถคันอื่นให้ระวังและชะลอความเร็ว
3. มองหาที่ปลอดภัย
ถ้าเป็นไปได้ ขับรถไปยังที่จอดรถหรือที่ที่ปลอดภัย เพื่อป้องกันอุบัติเหตุเพิ่มเติม หลีกเลี่ยงการจอดรถยางรั่วบนไหล่ทางที่แคบ ทางโค้ง หรือจุดที่มีทัศนวิสัยไม่ดี ควรเลือกจอดรถยางรั่วบนพื้นที่ราบ แข็ง ห่างจากการจราจร
4. วางสามเหลี่ยมสะท้อนแสง
หากมีอุปกรณ์ให้วางสามเหลี่ยมสะท้อนแสงห่างจากท้ายรถประมาณ 50-100 เมตร เพื่อเตือนรถที่ตามมา โดยเฉพาะในเวลากลางคืน
5. ตรวจสอบสภาพยาง
ดูว่ามีตะปูหรือของแหลมปักอยู่หรือไม่ ยางรั่วมากน้อยแค่ไหน ยางแบนสนิทหรือยังพอมีลม
6. แก้ไขปัญหา
โดยการเปลี่ยนยางอะไหล่ ใช้ชุดปะยางรั่วฉุกเฉิน หรือโทรขอความช่วยเหลือเพิ่มเติม
เปลี่ยนยางอะไหล่ด้วยตัวเองทำอย่างไร?

รถยางรั่วกลางทางไม่ต้องตกใจ การเปลี่ยนยางอะไหล่เป็นทักษะพื้นฐานที่ผู้ขับขี่ทุกคนควรรู้ อุปกรณ์ที่จำเป็นมักอยู่ในรถอยู่แล้ว ได้แก่ ยางอะไหล่ แม่แรงยกรถ ด้ามหมุนแม่แรง และบล็อกถอดล้อตัว L
- ตรวจสอบยางอะไหล่ ตรวจสอบว่ายางอะไหล่มีลมเพียงพอหรือไม่ ถ้าลมอ่อนให้เติมลมที่ยางอะไหล่ก่อน หากยางอะไหล่อายุเกิน 5 ปีควรพิจารณาเปลี่ยนยางอะไหล่ใหม่
- คลายน็อตให้หลวม (ยังไม่ถอดออก) ใช้บล็อก L คลายน็อตที่ล้อแต่ละตัวหมุนประมาณ 1/4 – 1/2 รอบ หากยางมีน็อต 5 ตัว ให้คลายเป็นรูปดาวเพื่อให้ล้อตึงเท่ากัน
- สอดแม่แรงที่จุดรองรับใต้รถ ให้ตรวจสอบจุดวางแม่แรงที่ถูกต้องจากคู่มือรถยนต์ จากนั้นยกรถขึ้นจนยางลอยพ้นพื้นประมาณ 2-3 ซม.
- ถอดน็อตออกทั้งหมดและถอดล้อที่ยางแบนออก เก็บน็อตไว้ในที่ปลอดภัย อย่าให้กลิ้งหาย
- ใส่ยางอะไหล่เข้ากับดุมล้อ จัดรูน็อตให้ตรงกับสลักเกลียว
- ขันน็อตด้วยมือก่อน จากนั้นลดแม่แรงลง เมื่อยางสัมผัสพื้นแล้ว ใช้บล็อก L ขันน็อตให้แน่นเป็นรูปดาว
- ตรวจสอบลมยางอีกครั้ง แล้วนำรถไปศูนย์บริการเพื่อเช็กและขันน็อตให้ได้ค่าทอร์กที่ถูกต้อง ยางอะไหล่สำรองขนาดเล็ก (Temporary spare) ไม่ควรขับเร็วเกิน 80 กม./ชม. และไม่ควรใช้ระยะไกล
ปะยางราคาเท่าไหร่? แต่ละแบบต่างกันอย่างไร?
ราคาปะยางรถยนต์แต่ละวิธีมีข้อแตกต่างทั้งด้านราคา ความทนทาน และความเหมาะสม
| วิธีปะยาง | ราคาโดยเฉลี่ย | ความทนทาน | ข้อดี | ข้อจำกัด |
| ปะแบบแทงตัวหนอน (Plug/String) | 70 – 100 บาท | ชั่วคราว (หลักพันกม.) | เร็ว ไม่ต้องถอดยาง ราคาถูก | ซ่อมชั่วคราว เหมาะรอยเล็ก บริเวณหน้ายางเท่านั้น |
| ปะแบบสตรีมร้อน (Hot Patch/Vulcanize) | 150 – 300 บาท | ดีมาก (ใช้ได้ตลอดอายุยาง) | แข็งแรง ทนทาน ผนึกสนิท | ใช้เวลานานกว่า ต้องถอดยาง |
| ปะแบบสตรีมเย็น (Cold Patch) | 150 – 300 บาท | ดี (ใช้ได้ตลอดอายุยาง) | ปลอดภัย ไม่ใช้ความร้อน | ต้องถอดยาง คุณภาพขึ้นกับแผ่นปะ |
หากต้องการความทนทานสูงสุด แนะนำปะแบบสตรีมร้อน (Hot Patch) เพราะใช้ความร้อนหลอมเนื้อยางให้เป็นเนื้อเดียวกัน ทนทานที่สุดในสามวิธี ส่วนปะแบบตัวหนอนเหมาะสำหรับแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ควรเข้าร้านซ่อมเพื่อปะถาวรในภายหลัง
เบอร์โทรฉุกเฉินเมื่อยางรั่วกลางทางมีอะไรบ้าง?
หากรถยางรั่วแล้วไม่สามารถเปลี่ยนยางด้วยตัวเองได้ หรืออยู่ในจุดที่ไม่ปลอดภัย สามารถโทรขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานเหล่านี้ได้
| หน่วยงาน | เบอร์โทร | ให้บริการ |
| จส.100 (สวพ.FM 91) | 1137 | แจ้งเหตุบนท้องถนน ประสานงานช่วยเหลือตลอด 24 ชม. |
| ทางด่วน (กทพ.) | 1543 | ช่วยเหลือบนทางด่วน รถยกฉุกเฉิน |
| ทางหลวง (กรมทางหลวง) | 1586 | ช่วยเหลือบนทางหลวง |
| บริษัทประกันของคุณ | ดูจากกรมธรรม์ | บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชม. (ประกันชั้น 1 ส่วนใหญ่มี) |
| ศูนย์บริการยี่ห้อรถ | ดูจากคู่มือรถ | บริการ Roadside Assistance (บางยี่ห้อฟรีในช่วงรับประกัน) |
อุปกรณ์ที่ควรมีติดรถมีอะไรบ้าง?
การเตรียมพร้อมเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการรับมือกับปัญหายางรั่ว อุปกรณ์เหล่านี้ควรมีติดรถไว้เสมอ
- ยางอะไหล่ (ตรวจลมยางอย่างน้อยเดือนละครั้ง เช็กอายุยางไม่เกิน 5 ปี)
- แม่แรงยกรถ และด้ามหมุน
- บล็อกถอดล้อตัว L
- สามเหลี่ยมสะท้อนแสง
- ไฟฉาย (เผื่อเปลี่ยนยางเวลากลางคืน)
- ถุงมือ (ป้องกันมือเปื้อน)
- ชุดปะยางฉุกเฉิน (Tire Repair Kit) + ปั๊มลมไฟฟ้าขนาดเล็ก
- น้ำยาปะยางฉุกเฉิน (Tire Sealant) สำหรับอุดรอยยางรั่วเล็ก ๆ ชั่วคราว
ป้องกันอย่างไรไม่ให้ยางรั่ว?
- ตรวจเช็กลมยางเป็นประจำ อย่างน้อยเดือนละครั้ง และทุกครั้งก่อนเดินทางไกล เติมลมยางให้ตรงตามค่าที่ผู้ผลิตแนะนำ (ดูได้จากสติกเกอร์ที่ขอบประตูฝั่งคนขับหรือคู่มือรถ)
- ตรวจสภาพยางด้วยสายตา มองหารอยบวม รอยแตกลายงา ดอกยางสึก หรือวัตถุแปลกปลอมที่ฝังอยู่ในยาง หากพบควรรีบแก้ไขก่อนที่จะกลายเป็นรถยางรั่วกลางทาง
- เปลี่ยนยางตามกำหนด ไม่ควรใช้ยางที่อายุเกิน 5 ปี หรือดอกยางสึกจนถึงจุดบอกระดับการสึก (TWI) เพราะยางเก่าเสี่ยงต่อยางแบนได้ง่าย
- หลีกเลี่ยงเส้นทางที่มีเศษวัสดุ ถนนที่กำลังก่อสร้างหรือมีเศษวัสดุบนพื้น
- ไม่ขับเบียดขอบทาง/ขึ้นฟุตบาท ป้องกันแก้มยางเสียหาย
- เปลี่ยนจุ๊บลมทุกครั้งที่เปลี่ยนยาง ป้องกันลมรั่วจากจุ๊บเสื่อม
- สลับยางตามระยะ ทุก 10,000 กม. เพื่อให้ยางสึกเท่ากัน
ยาง Run-flat คืออะไร? ช่วยเรื่องยางรั่วได้อย่างไร?

ยาง Run-flat เป็นยางที่ออกแบบมาให้สามารถขับต่อได้แม้ลมรั่วจนหมด โดยมีผนังด้านข้าง (Sidewall) ที่แข็งแรงกว่ายางปกติ สามารถรับน้ำหนักรถได้แม้ไม่มีลม ข้อดีคือเมื่อยางรั่ว คุณสามารถขับต่อไปหาร้านซ่อมได้โดยไม่ต้องจอดเปลี่ยนยางข้างทาง ถือเป็นตัวช่วยสำคัญสำหรับคนที่กังวลเรื่องรถยางรั่วกลางทาง
ข้อจำกัดของยาง Run-flat: ขับต่อได้ไม่เกิน 80 กม. ด้วยความเร็วไม่เกิน 80 กม./ชม. (ขึ้นอยู่กับรุ่นและผู้ผลิต) ราคาแพงกว่ายางธรรมดาประมาณ 20-40% และมีความนุ่มนวลในการขับขี่น้อยกว่าเล็กน้อย ต้องใช้กับรถที่มีระบบเตือนลมยาง (TPMS) เท่านั้น
มอเตอร์ไซค์ยางรั่ว ต่างจากรถยนต์อย่างไร?
สำหรับผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์ ปัญหายางรั่วมีความอันตรายมากกว่ารถยนต์ เพราะมอเตอร์ไซค์มีเพียง 2 ล้อ หากยางรั่วระหว่างขับขี่จะเสียการทรงตัวง่าย โดยเฉพาะยางหน้ารั่วจะอันตรายมาก
วิธีรับมือเมื่อมอเตอร์ไซค์ยางรั่ว ให้ค่อย ๆ ชะลอความเร็วลง ทรงตัวให้ดี และจอดข้างทางโดยเร็ว อย่าเหยียบเบรกหน้าแรง ๆ หากยางหน้ารั่ว มอเตอร์ไซค์ส่วนใหญ่ยังใช้ยางในอยู่ ค่าปะยางมอเตอร์ไซค์จะถูกกว่ารถยนต์ ประมาณ 20-50 บาทต่อจุด สำหรับไรเดอร์ส่งอาหารหรือคนขับ Grab แนะนำให้มีชุดปะยางฉุกเฉินพกติดรถไว้เสมอ
การเกิดยางรั่วนั้นเป็นสิ่งที่เราไม่รู้ตัว แต่เมื่อเกิดเหตุแล้วควรตั้งสติและรีบจอด เพราะรถยางรั่วไม่ควรขับต่อไป ถึงแม้คุณจะรีบมากน้อยแค่ไหนชีวิตและทรัพย์สินเป็นสิ่งที่สำคัญ เพื่อความปลอดภัยแก่ผู้ใช้รถ ใช้ถนน การตรวจเช็กรถของคุณอย่างสม่ำเสมอเป็นที่ควรทำ แต่เมื่อมีเรื่องต้องใช้จ่ายในการดูแลรักษารถแล้ว หากคุณมีความสนใจอยากหาอาชีพเสริม ก็สามารถสร้างรายได้โดยการสมัครขับ GrabCar หรือ อยากดูรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถดูได้ https://www.grab.com/th/driver/drive/
คำถามที่พบบ่อย
Q: ยางรถที่ปะแล้วสามารถใช้งานได้นานแค่ไหน?
A: ยางที่ปะอย่างถูกวิธีสามารถใช้งานได้ตลอดอายุการใช้งานของยางนั้น แต่ขึ้นอยู่กับขนาดและตำแหน่งของรอยรั่ว วิธีการปะ และการดูแลรักษา การปะแบบแทนไหม (Plug Patch) มักทนทานกว่าการปะแบบสตริง ควรตรวจสอบจุดที่ปะเป็นประจำ หลีกเลี่ยงการขับรถด้วยความเร็วสูง และรักษาความดันลมยางให้เหมาะสม หากปะมากกว่า 2-3 จุดในยางเดียวกันควรพิจารณาเปลี่ยนยางใหม่
Q: ใช้น้ำยาอุดยางฉุกเฉินปลอดภัยหรือไม่ มีผลเสียอะไรบ้าง?
A: น้ำยาอุดยางฉุกเฉินปลอดภัยสำหรับการใช้งานชั่วคราว แต่มีข้อจำกัด คือใช้ได้กับรอยรั่วเล็กเท่านั้น อาจทำให้เซ็นเซอร์วัดความดันลมยาง (TPMS) เสียหาย ทำให้ยากต่อการปะยางอย่างถาวรในภายหลังเพราะน้ำยาเกาะติดภายในยาง และอาจทำให้ล้อเสียสมดุล ควรใช้เป็นทางเลือกสุดท้ายและรีบนำรถเข้าซ่อมโดยเร็ว ไม่ควรขับรถด้วยความเร็วสูงหลังใช้น้ำยาอุดยาง
Q: ถ้ายางหน้าและยางหลังแบนพร้อมกันควรทำอย่างไร?
A: ไม่ควรขับรถต่อ ให้จอดรถในที่ปลอดภัย เปิดไฟฉุกเฉิน และโทรขอความช่วยเหลือจากบริการช่วยเหลือฉุกเฉินหรือรถลาก เพราะรถมียางสำรองเพียงเส้นเดียว หากพยายามขับต่อจะทำให้ล้อและระบบกันสะเทือนเสียหาย และอันตรายอย่างมาก การมียางสำรอง 2 เส้นในรถอาจเป็นทางเลือก แต่ต้องเสียพื้นที่เก็บของมาก บางคนเลือกซื้อประกันที่คุ้มครองบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน
Q: ยางสำรองชนิดไหนดีกว่ากัน ยางขนาดเต็มหรือยางโดนัท?
A: ยางสำรองขนาดเต็มดีกว่าเพราะใช้งานได้เหมือนยางปกติ ขับได้ด้วยความเร็วปกติและระยะทางไกล แต่หนักและกินพื้นที่เก็บมาก ส่วนยางโดนัท (Spare Tire) เบาและประหยัดพื้นที่ แต่ขับได้ไม่เกิน 80 กม./ชม. และระยะทางไม่เกิน 80-100 กิโลเมตร เหมาะกับการใช้ชั่วคราว รถใหม่ส่วนใหญ่มาพร้อมยางโดนัท บางรุ่นไม่มียางสำรองแต่มีชุดซ่อมยางฉุกเฉินแทน
Q: ถ้าต้องจอดรถทิ้งไว้นานหลายเดือน จะป้องกันยางแบนได้อย่างไร?
A: ควรเติมลมยางให้เต็มตามค่าที่แนะนำ วางรถบนพื้นราบและแข็ง ใช้แม่แรงยกรถหรือแท่นรองล้อเพื่อลดน้ำหนักที่กดทับยาง ขยับรถเล็กน้อยทุก 2-4 สัปดาห์เพื่อป้องกันยางแบนจุดเดียว ล้างยางให้สะอาดก่อนจอด ครอบรถเพื่อป้องกันแสงแดดและฝน และหากจอดนานมากกว่า 3 เดือน ควรเติมลมยางเกินค่ามาตรฐานเล็กน้อย (ประมาณ 5-10 PSI) แล้วปรับกลับเมื่อใช้รถใหม่