การขับ Grab เป็นอีกหนึ่งอาชีพยอดฮิตที่กำลังได้รับความนิยมในปัจจุบัน บางคนก็ขับเป็นอาชีพเสริม บางคนก็เลือกเป็นอาชีพหลัก เพราะรายได้ดีไม่แพ้งานประจำเลย แต่ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อกำไรคือต้นทุนพลังงาน และค่าบำรุงรักษา ซึ่งในปี 2026 นี้ การหันมาใช้รถไฟฟ้า EV เป็นทางเลือกหลักที่ไรเดอร์หลาย ๆ คนให้ความสนใจ เพราะนอกจากจะช่วยลดค่าใช้จ่ายรายวันได้แล้ว รถยนต์ไฟฟ้ายังมีให้เลือกหลากหลายรุ่น ราคาจับต้องได้ แถมดีไซน์ทันสมัย และสมรรถนะยอดเยี่ยม แต่จะเลือกรถยนต์ไฟฟ้ายี่ห้อไหนดี ที่เหมาะกับการขับ Grab บทความนี้เราได้รวบรวมรถไฟฟ้า 15 รุ่นน่าสนใจมาฝาก
Highlight
- รถไฟฟ้ารุ่นใหม่ 2025-2026 ยี่ห้อไหนดี
รถไฟฟ้า EV รุ่นใหม่ 2025-2026 ยี่ห้อไหนดี
การเลือกรถสำหรับขับ Grab สมรรถนะของรถต้องสมดุลระหว่างระยะทางที่วิ่งได้ต่อการชาร์จ (Range) และความรวดเร็วในการชาร์จเพื่อไม่ให้เสียเวลาทำรอบ รวมถึงภาพลักษณ์ของรถที่ส่งผลต่อความพึงพอใจของลูกค้า รถไฟฟ้า 15 รุ่นที่เราคัดมาล้วนตอบโจทย์ทุกรุ่น

1. BYD Sealion 7
เปิดตัวด้วยรุ่นแรกกับ BYD Sealion 7 รถ SUV C-Segment ที่ดูสปอร์ตและพรีเมียม ช่วยเสริมภาพลักษณ์ในการขับขี่ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการขับ Grab ในระดับบริการที่สูงขึ้น จุดเด่นอยู่ที่ระบบส่งกำลังแบบ 8 in 1 ที่ช่วยเรื่องประสิทธิภาพการใช้พลังงาน
ดีไซน์ภายนอกได้รับแรงบันดาลใจจากสายน้ำ ให้ความรู้สึกพลิ้วไหว ส่วนภายในจัดเต็มด้วยหลังคา Panoramic Glass Roof ที่ช่วยให้ห้องโดยสารดูโปร่งโล่ง แต่ออกแบบมาให้กันความร้อนและรังสียูวีได้ดี เหมาะสำหรับสภาพอากาศเมืองไทย
จุดเด่น
- แบตเตอรี่ Blade Battery ขนาด 82.5 kWh
- ระยะทางสูงสุด 567 กม. มาตรฐาน NEDC
- แรงม้า 530 แรงม้า
- แรงบิด 690 นิวตันเมตร
- หัวชาร์จ AC Type-2 กำลังไฟ 11 กิโลวัตต์ และ DC CCS2 150 กิโลวัตต์ พร้อมระบบ V2L (Vehicle to Load)
ราคา
- Sealion 7 Premium RWD : 1,249,900 บาท
- Sealion 7 AWD Performance : 1,399,900 บาท
2. Deepal E07
ใครที่กำลังมองหารถที่มีความอเนกประสงค์ Deepal E07 จาก ChangAn Thailand คือรถไฟฟ้า EV ที่ผสมผสานความเป็นรถกระบะและ SUV เข้าด้วยกัน ทำให้รองรับสัมภาระของผู้โดยสารได้มากกว่ารถปกติ โดยเฉพาะงานรับส่งผู้โดยสารสนามบินที่มีกระเป๋าเดินทางขนาดใหญ่ ที่สำคัญภายในห้องโดยสารออกแบบภายใต้คอนเซ็ปต์ “วิลล่าเคลื่อนที่” เน้นความหรูหราและสะดวกสบาย มีโหมดการขับขี่ให้เลือกปรับได้ตามสถานการณ์ถึง 4 โหมด
จุดเด่น
- แบตเตอรี่ Ternary Lithium ขนาด 89.98 kWh
- ระยะทางสูงสุด 590 กม. มาตรฐาน NEDC
- แรงม้า 598 แรงม้า
- แรงบิด 645 นิวตันเมตร
- หัวชาร์จ AC Type-2 กำลังไฟ 6.6 กิโลวัตต์ และ DC CCS2 240 กิโลวัตต์ พร้อมระบบ V2L (Vehicle to Load)
ราคา
- DEEPAL E07 Plus ราคา 1,699,000 บาท
- DEEPAL E07 Performance AWD ราคา 2,099,000 บาท
3. LeapMotor C10
LeapMotor C10 เป็นรถ SUV ขนาด 5 ที่นั่ง เหมาะสำหรับการขับ Grab เพราะพื้นที่ภายในกว้างขวาง อีกทั้งห้องเก็บสัมภาระด้านหลังมีขนาดใหญ่ ช่วยให้จุของได้เยอะ ไม่ต้องนำสัมภาระมาวางในห้องโดยสาร ทำให้ผู้โดยสารนั่งสบาย ไม่อึดอัด มาพร้อมระบบปฏิบัติการ LEAP OS 4.0 ที่ช่วยให้การใช้งานฟังก์ชันต่าง ๆ บนหน้าจอ Infotainment ขนาด 14.6 นิ้ว ลื่นไหล นอกจากนี้ยังมีระบบความปลอดภัยครบครัน ทั้งการควบคุมความเร็วและระบบปลดล็อกอัตโนมัติเมื่อเกิดอุบัติเหตุ
จุดเด่น
- แบตเตอรี่ Lithium-ion ขนาด 69.9 kWh
- ระยะทางสูงสุด 477 กม. มาตรฐาน NEDC
- แรงม้า 218 แรงม้า
- แรงบิด 320 นิวตันเมตร
- หัวชาร์จ DC 84 กิโลวัตต์
ราคา
- Leapmotor C10 ราคา 1,098,000 บาท

4. Geely EX5
Geely EX5 เป็นรถ SUV จาก Geely Electric (GEA) จุดเด่นที่ทำให้น่าสนใจคือเทคโนโลยี Short Blade Battery ที่ติดตั้งแบบ Cell to Body ซึ่งช่วยเรื่องความปลอดภัยและความทนทานของแบตเตอรี่ เหมาะกับการใช้งานหนัก ๆ แบบรถรับจ้าง ตัวรถสามารถใช้งานได้อย่างอเนกประสงค์ ห้องโดยสารกว้างขวางตอบโจทย์การใช้งานแบบครอบครัวหรือรับส่งผู้โดยสารจำนวนมาก รองรับคำสั่งเสียง สะดวกสบาย ไม่ต้องละสายตาจากถนน
จุดเด่น
- แบตเตอรี่ Short Blade Battery ขนาด 60.22 kWh
- ระยะทางสูงสุด 490-495 กม. มาตรฐาน NEDC
- แรงม้า 218 แรงม้า
- แรงบิด 320 นิวตันเมตร
- หัวชาร์จ AC Type-2 กำลังไฟ 11 กิโลวัตต์ และ DC CCS2 100 กิโลวัตต์
ราคา
- GEELY EX5 รุ่น PRO ราคา 859,000 บาท จากปกติ 899,000 บาท
- GEELY EX5 รุ่น MAX ราคา 949,000 บาท จากปกติ 989,000 บาท
5. Aion V
สำหรับสายลุย อยากได้รถไฟฟ้าที่มีความสมบุกสมบัน Aion V ดีไซน์โครงสร้างภายนอกให้ดูแข็งแรง ทรงพลัง สามารถขับขี่ได้หลากหลาย ทั้งการขับขี่ในเมือง และการเดินทางระยะไกล เสริมฟังก์ชันความพรีเมี่ยมด้วยเบาะนวดคู่หน้า ให้ขับรับผู้โดยสารได้สบายตลอดทั้งวัน นอกจากนี้พื้นที่แถวสองยังมาพร้อมเก้าอี้นอนแบบโซฟา Emperor Saet เพิ่มความสะดวกสบายให้ผู้โดยสาร และฟังก์ชันที่พร้อมรองรับการบริการขั้นสุด ตู้เย็นบริเวณคอนโซลกลางที่ทำความเย็นและร้อนได้ ซึ่งอาจเป็นจุดขายเสริมในการให้บริการ
จุดเด่น
- แบตเตอรี่ Lithium-ion Phosphate (LFP) ความจุ 75.3 kWh
- ระยะทางสูงสุด 602 กม. มาตรฐาน NEDC
- แรงม้า 204 แรงม้า
- แรงบิด 240 นิวตันเมตร
- หัวชาร์จ AC กำลังไฟ 7 กิโลวัตต์ และ DC180 กิโลวัตต์ พร้อมระบบ V2L (Vehicle to Load)
ราคา
- Aion V รุ่น 602 Luxury ราคา 949,900 บาท
6. JY AIR
ไรเดอร์ที่มองหารถไฟฟ้าที่คืนทุนไว JY AIR คือตัวเลือกที่ไม่ควรมองข้าม ด้วยราคาค่าคุ้มค่า ที่มาพร้อมดีไซน์ล้ำสมัย โครงสร้างพื้นฐานแพลตฟอร์ม SKY ปลอดภัยระดับ 5 ดาว เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นลงทุนขับ Grab แม้จะเป็นรุ่นราคาประหยัด แต่ภายในออกแบบมาอย่างน่าสนใจ ด้วยเบาะนั่งคู่หน้า Seat Ventilation ที่ช่วยระบายอากาศได้ดี ลดความอับชื้น เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องขับขี่ตลอดทั้งวัน การเลือกรถที่มีต้นทุนต่ำช่วยให้จุดคุ้มทุนเร็วขึ้น และส่วนต่างของรายได้ก็จะกลายเป็นกำไรเน้น ๆ
จุดเด่น
- แบตเตอรี่ CATL SENXING Lithium-ion (LFP) ความจุ 64 kWh แบบ CTP (Cell-to-Pack)
- ระยะทางสูงสุด 520 กม. มาตรฐาน NEDC
- แรงม้า 204 แรงม้า
- แรงบิด 250 นิวตันเมตร
- หัวชาร์จ AC Type-2 กำลังไฟ 7 กิโลวัตต์ และ DC CCS Combo 138 กิโลวัตต์
ราคา
- JY AIR Standard ราคา 759,000 บาท
- JY AIR PLUS ราคา 869,000 บาท
- JY AIR MAX ราคา 959,000 บาท
7. MG IM6
ขยับมาที่กลุ่มรถไฟฟ้าพรีเมียมกับ MG IM6 ซึ่งเป็นรถเก๋งไฟฟ้าทรงซีดานที่เน้นความหรูหรา ดีไซน์มาในคอนเซ็ปต์ GENTLE SCULPTURE ที่ภายนอกโค้งมนสวยงาม ภายในจัดเต็มด้วยระบบเครื่องเสียงและระบบแสดงผลอัจฉริยะที่ช่วยให้การขับขี่ปลอดภัยแม้ในวันที่ทัศนวิสัยแย่ เหมาะสำหรับการทำตลาดในกลุ่ม GrabCar Premium หรือบริการลีมูซีน ไฮไลต์สำคัญคือเทคโนโลยีการชาร์จ แบตเตอรี่ความจุ 100 kWh สามารถชาร์จด่วนจาก 10-80% ได้ในเวลาเพียง 18 นาที ช่วยลดเวลาการจอดรอชาร์จไฟ ทำให้มีเวลาวิ่งรับงานได้มากขึ้น
จุดเด่น
- แบตเตอรี่ Lithium-ion NMC ความจุ 100 kWh
- ระยะทางสูงสุด 634 กม. มาตรฐาน NEDC
- แรงม้า 778 แรงม้า
- แรงบิด 802 นิวตันเมตร
- หัวชาร์จ AC Type-2 กำลังไฟ 22 กิโลวัตต์ และ DC CCS2 396 กิโลวัตต์ พร้อมระบบ V2L (Vehicle to Load)
ราคา
- IM6 Premium RWD ราคา 1,399,900 บาท
- IM6 Performance AWD ราคา 1,799,900 บาท
8. Geely EX2
Geely EX2 คือ City Car ด้วยราคาเริ่มต้นที่ไม่สูงมาก ทำให้เป็นรถที่เข้าถึงง่ายและคืนทุนได้ไวอีกรุ่นหนึ่ง เหมาะสำหรับการขับในเมืองที่มีการจราจรหนาแน่น ด้วยขนาดที่กะทัดรัดทำให้มีความคล่องตัวสูง หาที่จอดง่าย แม้จะเป็นรถเล็กแต่ถูกสร้างบนแพลตฟอร์ม GEA Architecture ขับเคลื่อนล้อหลัง (RWD) ภายในออกแบบให้กว้างขวาง ดีไซน์ภายนอกดูสปอร์ตด้วยไฟหน้า LED Matrix และหลังคา Panoramic Max พื้นที่เก็บของด้านหน้าที่ใส่ของได้ถึง 70 ลิตร ถือเป็นรถเล็กที่เหมาะกับการลงทุนขับแกร็บ
จุดเด่น
- แบตเตอรี่ Lithium-ion Phosphate (LFP) ความจุ 39.4 kWh
- ระยะทางสูงสุด 395 กม. มาตรฐาน NEDC
- แรงม้า 116 แรงม้า
- แรงบิด 150 นิวตันเมตร
- หัวชาร์จ AC กำลังไฟ 6.6 กิโลวัตต์ และ DC 70 กิโลวัตต์ พร้อมระบบ V2L (Vehicle to Load)
ราคา
- Geely EX2 Pro ราคา 399,990 บาท
- Geely EX2 Max ราคา 429,990 บาท
9. JAECOO 5 EV
JAECOO 5 EV เป็นรถไฟฟ้า EVที่เน้นความเรียบหรูและคลาสสิก มาพร้อมห้องโดยสารที่กว้างขวาง เหมาะสำหรับรองรับผู้โดยสารได้สูงสุด 4 คน ได้สบาย ๆ ไม่อึดอัด อีกทั้งราคาก็สมเหตุสมผล JAECOO 5 EV จึงเป็นตัวเลือกที่เหมาะสำหรับไรเดอร์ที่เพิ่งเริ่มต้นขับแกร็บ
จุดเด่น
- แบตเตอรี่ ขนาด 58.9 kWh
- ระยะทางสูงสุด 461 กม. มาตรฐาน NEDC
- แรงม้า 211 แรงม้า
- แรงบิด 300 นิวตันเมตร
- หัวชาร์จ AC Type-2 กำลังไฟ 11 กิโลวัตต์ และ DC CCS2 80 กิโลวัตต์
ราคา
- JAECOO 5 EV Dynamic ราคา 589,000 บาท
- JAECOO 5 EV Max ราคา 639,000 บาท
10. Aion UT
Aion UT เป็นรถ Hatchback ที่ภายนอกดูเล็กกะทัดรัด แต่ภายในห้องโดยสารออกแบบให้กว้างขวางโอ่อ่า ทำให้นั่งได้สบายไม่อึดอัด เหมาะกับการขับซอกแซกในซอยแคบ ๆ ของกรุงเทพฯ และอีกหนึ่งจุดเด่นที่คนขับ Grab ต้องหลงรักคือเทคโนโลยีระบบชาร์จเร็วที่ใช้เวลาเพียง 24 นาที (30-80%) ช่วยให้คนขับบริหารเวลาพักและเวลาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ จัดเต็มกับระบบรักษาความปลอดภัย ทำให้เป็นรถไฟฟ้า EVราคาประหยัดที่น่าใช้มากในปี 2026
จุดเด่น
- แบตเตอรี่ Lithium-ion Phosphate (LFP) ขนาด 50.27 kWh
- ระยะทางสูงสุด 500 กม. มาตรฐาน NEDC
- แรงม้า 204 แรงม้า
- แรงบิด 210 นิวตันเมตร
- หัวชาร์จ AC และ DC 80 กิโลวัตต์ พร้อมระบบ V2L (Vehicle to Load)
ราคา
- AION UT 420 Standard ราคา 519,900 บาท
- AION UT 500 Premium ราคา 669,900 บาท
11. Deepal S05
Deepal S05 รถไฟฟ้า EV 100% รถทรงสปอร์ตระดับพรีเมียม ที่มาพร้อมดีไซน์สุดล้ำด้วยสไตล์ Cyber Design พร้อมเส้นสาย ลวดลายข้างตัวรถที่ดูโฉบเฉี่ยว นอกจากนี้ Deepal S05 ยังมีรุ่น REEV (Range Extender EV) ซึ่งรุ่น REEV นี้มีความน่าสนใจมาก สำหรับคนขับ Grab ที่กังวลเรื่องหาที่ชาร์จ เพราะมีเครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตรช่วยปั่นไฟ ทำให้วิ่งได้ไกลรวมกว่า 1,000 กิโลเมตร ตัดปัญหาเรื่องเสียเวลาชาร์จไฟระหว่างวันไปได้
ส่วนตัวรถเป็น B-SUV ที่ภายในกว้างเทียบเท่า C-SUV การเก็บเสียงทำได้เงียบกริบ ช่วงล่างนุ่มนวล ทำให้ผู้โดยสารนั่งสบาย หากถามว่ารถยนต์ไฟฟ้ายี่ห้อไหนดีที่ตอบโจทย์ทั้งความประหยัดและความไร้กังวลเรื่องระยะทาง Deepal S05 เป็นอีกรุ่นที่น่าสนใจออกมาใช้งาน ควบคู่กับการขับ Grab
จุดเด่น
- แบตเตอรี่ Lithium Iron Phosphate ความจุ 68.82 kMh
- ระยะทางสูงสุด 560 กม. มาตรฐาน NEDC
- แรงม้า 272 แรงม้า
- แรงบิด 320 นิวตันเมตร
- หัวชาร์จ AC กำลังไฟ 6.6 กิโลวัตต์ และ DC 167 กิโลวัตต์ พร้อมระบบ V2L (Vehicle to Load)
ราคา
- รุ่น BEV (Battery Electric Vehicle)
- Deepal S05 BEV LITE ราคา 799,000 บาท
- Deepal S05 BEV PLUS ราคา 849,000 บาท
- Deepal S05 BEV MAX ราคา 899,000 บาท
- รุ่น REEV (Range Extended Electric Vehicle)
- Deepal S05 REEV PLUS ราคา 949,000 บาท
- Deepal S05 REEV MAX ราคา 999,000 บาท
12. MAZDA 6e
MAZDA 6e รถเก๋งไฟฟ้าสัญชาติญี่ปุ่น ที่ออกแบบภายใต้แนวคิด Jinba Ittai ในรูปแบบ Neo Fastback 5 ประตู ดีไซน์ภายนอกยังคงเอกลักษณ์ Kodo Design ที่มีความพลิ้วไหวและทรงพลัง ซึ่งช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดี สำหรับสมรรถนะการขับขี่ออกแบบให้คันเร่งมีความนุ่มนวล ราบรื่น จะเร่งหรือชะลอความเร็วก็ทำได้อย่างเป็นธรรมชาติ ช่วยให้ผู้โดยสารรู้สึกสบายตลอดการเดินทาง ไม่เวียนหัว ที่สำคัญมีถุงลมนิรภัย 9 ตำแหน่งช่วยเพิ่มความปลอดภัยในทุก ๆ สถานการณ์
จุดเด่น
- แบตเตอรี่ Lithium-ion NMC ความจุ 80 kWh
- ระยะทางสูงสุด 530 กม. มาตรฐาน NEDC
- แรงม้า 244 แรงม้า
- แรงบิด 320 นิวตันเมตร
- หัวชาร์จ AC กำลังไฟ 11 กิโลวัตต์ และ DC 95 กิโลวัตต์
ราคา
- ยังไม่ประกาศราคา
13. JAECOO 6
ใครที่อยากจะได้รถเท่ ๆ สไตล์ออฟโรด พร้อมลุยไปในทุกสถานการณ์ แต่ก็สามารถขับแกร็บ เพื่อสร้างรายได้ JAECOO 6 เป็นอีกหนึ่งรุ่นที่ออกแบบทรงกล่อง ภายนอกดูบึกบึนและแข็งแรง ขนาดตัวถัง B-SUV มีความโดดเด่นที่รูปลักษณ์ไม่เหมือนใคร ประตูท้ายเปิดออกด้านข้าง มาพร้อมกล่องเก็บของด้านหลังช่วยเพิ่มความอเนกประสงค์ แม้จะดูเป็นรถลุย แต่ฟังก์ชันอำนวยความสะดวกครบครัน เหมาะกับการใช้งานทุกรูปแบบ
จุดเด่น
- แบตเตอรี่ Lithium-Ion Phosphate (LFP) ขนาด 69.77 kWh
- ระยะทางสูงสุด 418 กม. มาตรฐาน NEDC
- แรงม้า 279 แรงม้า
- แรงบิด 385 นิวตันเมตร
- หัวชาร์จ AC Type-2 กำลังไฟ 6.6 กิโลวัตต์ และ DC 80 กิโลวัตต์ พร้อมระบบ V2L (Vehicle to Load)
ราคา
- Jeacoo 6 EV Long Range 2WD PRO ราคา 899,000 บาท
- Jeacoo 6 EV Long Range 2WD ราคา 999,000 บาท
- Jaecoo 6 EV Long Range 4WD ราคา 1,149,000 บาท
14. XPENG G6
XPENG G6 รถไฟฟ้าโครงสร้างตัวถังแบบ Cell Integrated Body ช่วยเรื่องความปลอดภัยและความแข็งแกร่ง เป็นรถที่สมบูรณ์แบบทั้งในด้านเทคโนโลยีและความคุ้มค่า เพราะมีกำลังไฟได้สูงและชาร์จได้เร็วกว่ารถทั่วไป ช่วยลดความร้อนสะสม และใช้กระแสไฟน้อยกว่า ทำให้เสียเวลาที่สถานีชาร์จน้อยลง และมีเวลาวิ่งรับงานมากขึ้น
จุดเด่น
- แบตเตอรี่ Lithium-Ion Phosphate (LFP) ขนาด 80.8 kWh
- ระยะทางสูงสุด 540 กม. มาตรฐาน NEDC
- แรงม้า 486 แรงม้า
- แรงบิด 660 นิวตันเมตร
- หัวชาร์จ AC กำลังไฟ 11 กิโลวัตต์ และ DC 451 กิโลวัตต์ พร้อมระบบ V2L (Vehicle to Load)
ราคา
- G6 Standard RWD ราคา 1,189,000 บาท
- G6 Long Range RWD ราคา 1,349,000 บาท
- G6 Performance AWD ราคา 1,489,000 บาท

15. Zeekr 7X
Zeekr 7X รถ SUV ระดับพรีเมียม ดีไซน์ภายนอกล้ำสมัยด้วยแถบไฟ LED ZEEKR STARGATE ที่สามารถแสดงข้อความสื่อสารกับคนภายนอกได้ ส่วนภายในห้องโดยออกแบบให้มีความหรูหรา กว้างขวาง มีช่องเก็บของมากถึง 32 ตำแหน่ง ตอบโจทย์การใช้ในทุก ๆ ด้าน แม้ราคาอาจจะสูงกว่ารุ่นเริ่มต้นอื่น ๆ แต่สามารถให้บริการในระดับ High-end หรือเจาะกลุ่มลูกค้าผู้บริหารได้
จุดเด่น
- แบตเตอรี่ Lithium-ion (Qilin Battery – NMC) ขนาด 100 kWh
- ระยะทางสูงสุด 635 กม. มาตรฐาน NEDC
- แรงม้า 637 แรงม้า
- แรงบิด 710 นิวตันเมตร
- หัวชาร์จ AC กำลังไฟ 22 กิโลวัตต์ และ DC 420 กิโลวัตต์ (4C Fast Charging)
ราคา
- Zeekr 7X Standard RWD ราคา 1,399,000 บาท
- Zeekr 7X Long Range RWD ราคา 1,599,000 บาท
- Zeekr 7X Performance AWD ราคา 1,799,000 บาท
ใครที่กำลังมองหาว่ารถยนต์ไฟฟ้ายี่ห้อไหนดี เพื่อเปลี่ยนมาใช้รถไฟฟ้า EVขับ Grab ในปี 2026 ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่เป็นกลยุทธ์สำคัญในการลดต้นทุนและเพิ่มกำไร ทั้ง 15 รุ่นที่เราแนะนำมานี้มีทั้งรถเก๋งไฟฟ้า รถ SUV และรถทรงกล่องให้ตัดสินใจเลือกได้ตามความชอบ การตัดสินใจว่ารถยนต์ไฟฟ้ายี่ห้อไหนดี ขึ้นอยู่กับรูปแบบการขับขี่และกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของเรา
แต่สำหรับใครที่กังวลเรื่องเงินก้อนหรือการอนุมัติสินเชื่อ Grab EV มีทางเลือกที่คุ้มค่ากว่าเดิมกับโครงการผ่อนขับรับรถ หรือเช่าครบจบบนแอป ซึ่งเป็นโครงการผ่อน/เช่ารถยนต์ไฟฟ้าราคาพิเศษที่ออกแบบมาเพื่อคนขับแกร็บโดยเฉพาะ
ไม่ว่าคุณจะเลือกรถยนต์ไฟฟ้ายี่ห้อไหนดี การใช้ Grab EV จะช่วยให้คุณเริ่มต้นธุรกิจรับส่งผู้โดยสารได้ด้วยต้นทุนที่ต่ำที่สุดและคืนทุนไวที่สุดในปี 2026 สำหรับสาย 2 ล้อที่เน้นความคล่องตัว สมรรถนะดี และขี่ได้ต่อเนื่อง Grab EV มีโครงการมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าให้เลือกเช่นกัน หากสนใจสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ GrabEV รถยนต์ และรถจักรยานยนต์
FAQ
Q: ขับ Grab ด้วยรถไฟฟ้าประหยัดกว่ารถน้ำมันจริงไหม เหลือเงินเท่าไหร่?
A: การขับ Grab ด้วยรถไฟฟ้าประหยัดกว่ามาก โดยเฉลี่ยรถไฟฟ้ามีต้นทุนค่าไฟเพียง 0.5-1 บาทต่อกิโลเมตร (ชาร์จไฟบ้านมิเตอร์ TOU) ในขณะที่รถน้ำมันอยู่ที่ 3-4 บาทต่อกิโลเมตร หากวิ่งงานวันละ 200 กม. จะประหยัดเงินได้วันละ 400 – 600 บาท หรือคิดเป็นเงินเหลือเก็บเพิ่มเดือนละกว่า 15,000 บาท
Q: ต้องเสียเวลาชาร์จไฟนานไหม กระทบเวลาวิ่งงานหรือเปล่า?
A: ปัจจุบันสถานีชาร์จ DC (Fast Charge) ใช้เวลาเพียง 30-40 นาทีในการชาร์จจาก 10-80% หากวางแผนในการชาร์จดี ๆ เลือกชาร์จช่วงพักกลางวัน หรือช่วงที่งานเงียบ เพียงครั้งเดียวก็วิ่งต่อได้ยาว ๆ
Q: ควรเลือกรถไฟฟ้าที่มีระยะทางวิ่ง (Range) เท่าไหร่ ถึงจะพอดีกับการขับ Grab 1 วัน?
A: ควรเลือกรถที่วิ่งได้จริง 350-400 กิโลเมตรขึ้นไป หรือสเปก NEDC ประมาณ 400-500 กม. เพราะโดยเฉลี่ยคนขับ Grab วิ่งวันละ 200-300 กม. ระยะทางนี้จะทำให้เราวิ่งงานได้จบวันโดยไม่ต้องกังวลเรื่องหาที่ชาร์จระหว่างวัน
Q: รถไฟฟ้าค่าซ่อมบำรุงแพงไหม จุกจิกกว่ารถน้ำมันหรือเปล่า?
A: ค่าซ่อมบำรุงรถไฟฟ้าถูกกว่าและไม่จุกจิกเท่ารถน้ำมัน เพราะรถไฟฟ้าไม่มีเครื่องยนต์ ไม่ต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง หัวเทียน หรือเกียร์ ชิ้นส่วนที่ต้องดูแลหลัก ๆ มีแค่ยางรถยนต์ ผ้าเบรก และกรองแอร์ ทำให้ค่าบำรุงรักษาถูกกว่ารถน้ำมันในระยะยาว
Q: วิ่งงานหนักทุกวัน แบตเตอรี่จะเสื่อมเร็วไหม?
A: เทคโนโลยีแบตเตอรี่ปัจจุบัน (โดยเฉพาะแบตเตอรี่ LFP) ออกแบบให้มีความทนทานมาก สามารถชาร์จซ้ำได้หลายพันรอบ อายุการใช้งานยาวนาน 8 -10 ปี หรือวิ่งได้เกิน 5 แสนกิโลเมตรก่อนที่แบตจะเริ่มเสื่อมสภาพ ซึ่งบริษัทรถส่วนใหญ่ก็รับประกันแบตเตอรี่นานถึง 8 ปี หรือ 160,000 กม. อยู่แล้ว











