กำลังปวดหัวกับการคำนวณและเปรียบเทียบ ค่าชาร์จรถไฟฟ้า แต่ละค่ายอยู่หรือเปล่า? ชาร์จที่บ้านกับสถานีสาธารณะอันไหนคุ้มกว่า ควรเลือกผู้ให้บริการรายไหน วันนี้เรารวบรวมข้อมูลจากทุกผู้ให้บริการหลักในไทยมาไว้ให้คุณแล้ว พร้อมสูตรคำนวณค่าไฟที่ทำได้ด้วยตัวเองในไม่กี่วินาที อัปเดตปี 2569
โดยเฉพาะถ้าคุณใช้รถ EV เป็นเครื่องมือหารายได้อยู่ ข้อมูลค่าไฟในการชาร์จรถไฟฟ้าแต่ละที่จะช่วยให้เลือกจุดชาร์จได้ถูก คุมต้นทุนได้แม่นยำ เพิ่มกำไรต่อรอบขึ้นแน่นอน ส่วนใครที่ยังไม่ได้ใช้ EV แต่กำลังชั่งใจอยู่ อ่าน รถไฟฟ้า EV คืออะไร ก่อนจะเห็นภาพรวมชัดขึ้นเยอะ
ถ้าอยากขับรถ EV หารายได้กับ Grab แต่ยังไม่มีรถ Grab มีโครงการเช่า และผ่อนรถไฟฟ้าสำหรับคนขับโดยเฉพาะ ไม่ต้องมีคนค้ำ ดาวน์ 0% สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่
Highlight [H3]
- ราคาค่าชาร์จรถไฟฟ้า ถูก-แพง ขึ้นอยู่กับอะไรบ้าง?
- สูตรคำนวณค่าไฟชาร์จรถไฟฟ้าที่ทำได้เองในไม่กี่วินาที
- ชาร์จไฟบ้าน ค่าไฟเท่าไหร่ มีกี่แบบ แบบไหนเหมาะกับการชาร์จ EV มากกว่ากัน?
- ราคาชาร์จรถไฟฟ้าตามสถานีสาธารณะ 5 ผู้ให้บริการ อัปเดต 2569
- เปรียบเทียบชาร์จที่บ้าน vs สถานีสาธารณะ ราคาชาร์จรถไฟฟ้าต่างกันแค่ไหน?
- เทคนิคไหนช่วยลดค่าชาร์จรถไฟฟ้าได้มากที่สุด?
- ขับ Grab สร้างรายได้โดยไม่ต้องซื้อรถได้ไหม?

ราคาค่าชาร์จรถไฟฟ้า ถูก-แพง ขึ้นอยู่กับอะไรบ้าง?
ก่อนที่จะดูตัวเลขค่าชาร์จจากผู้ให้บริการแต่ละค่าย เรามาดูกันก่อนว่าปัจจัยอะไรบ้างที่กำหนดว่าคุณจะจ่ายเงินเท่าไหร่ต่อการชาร์จแต่ละครั้ง เพราะตัวเลขสุดท้ายจะแตกต่างกันมาก หรือน้อยขึ้นอยู่กับ 3 สิ่งนี้
1.ขนาดความจุแบตเตอรี่ (กิโลวัตต์ชั่วโมง : kWh)
แบตเตอรี่ขนาดใหญ่ขึ้นหมายถึงพลังงานที่ต้องเติมมากขึ้น รถ EV ขนาดเล็กที่มีแบตประมาณ 40 – 50 kWh กับ SUV ที่มีแบตสูงถึง 80 kWh ขึ้นไป มีค่าใช้จ่ายในการชาร์จเต็มต่างกันเกือบเท่าตัว เพราะฉะนั้นรู้ขนาดแบตของรถตัวเองไว้ก่อนเสมอ ดูได้จากคู่มือรถหรือสเปกที่ผู้ผลิตระบุไว้ ใครที่ยังเลือกรถไม่ถูก ลองเทียบรถไฟฟ้า EV ดูก่อนจะได้กะค่าชาร์จต่อวันได้ตั้งแต่ยังไม่ออกรถ
2.พฤติกรรมการชาร์จหรือปริมาณที่เติม
ในชีวิตจริงคนส่วนใหญ่ไม่ได้ชาร์จจาก 0% ถึง 100% ทุกครั้ง แต่จะเติมเฉพาะส่วนที่ใช้ไป เช่น ชาร์จจาก 30% ไปจนถึง 80% ซึ่งหมายความว่าค่าไฟที่เกิดขึ้นจริงจะน้อยกว่าที่คิด แนะนำให้รักษาระดับแบตไว้ที่ 20 – 80% เพื่อถนอมอายุการใช้งาน
3.อัตราค่าไฟต่อหน่วย (บาท/kWh)
นี่คือตัวแปรที่มีผลต่อค่าใช้จ่ายมากที่สุด ทั้งอัตราค่าไฟ ช่วงเวลาที่ชาร์จ และผู้ให้บริการสถานีที่เลือกใช้ ล้วนทำให้ค่าไฟต่อ kWh แตกต่างกันได้มากกว่าเท่าตัว
สูตรคำนวณค่าไฟชาร์จรถไฟฟ้าที่ทำได้เองในไม่กี่วินาที
การคำนวณค่าไฟชาร์จรถไฟฟ้า นั้นไม่ซับซ้อน และไม่จำเป็นต้องใช้แอปคำนวณพิเศษ มาดูวิธีคำนวณกัน
สูตรหลัก: ค่าไฟ (บาท) = พลังงานที่ชาร์จ (kWh) x อัตราค่าไฟ (บาท/kWh)
หาพลังงานที่ชาร์จ: พลังงานที่ชาร์จ (kWh) = (% ปลายทาง – % ต้นทาง) x ขนาดแบต (kWh)
ตัวอย่างจริง: สมมติขับรถที่มีแบต 60.5 kWh แล้วแบตเหลือ 25% ต้องการชาร์จขึ้นไปถึง 80%
- พลังงานที่ต้องชาร์จ = (80% – 25%) x 60.5 = 0.55 x 60.5 = 33.3 kWh
- ชาร์จที่บ้าน TOU Off-Peak (~3.24 บ./หน่วย) = 33.3 x 3.24 = 107.9 บาท
- ชาร์จที่สถานี MEA EV (7.5 บ./หน่วย) = 33.3 x 7.5 = 249.8 บาท
ความต่างอยู่ที่กว่า 140 บาทต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง ชาร์จทุกวันตลอดเดือนก็ห่างกันเกิน 4,000 บาท ไม่น้อยเลยสำหรับคนขับ Grab ที่ต้องใช้รถทำงานวันละหลายชั่วโมง และถ้าอยากเห็นภาพกว้างกว่านี้ ลองดูว่า ค่าชาร์จรถไฟฟ้ากับค่าน้ำมันต่างกันแค่ไหน เมื่อคิดเป็นต้นทุนต่อกิโลเมตร
ชาร์จไฟบ้าน ค่าไฟเท่าไหร่ มีกี่แบบ แบบไหนเหมาะกับการชาร์จ EV มากกว่ากัน?
การชาร์จที่บ้านคือ ตัวเลือกที่ถูกที่สุด แต่ก็มีความแตกต่างสำคัญระหว่าง 2 ประเภทอัตราค่าไฟที่ใช้ได้ในบ้านพักอาศัย ซึ่งส่งผลต่อค่าใช้จ่ายรายเดือนอย่างมีนัยสำคัญ
1. อัตราปกติ (Progressive Rate)
อัตราปกติคิดแบบขั้นบันได ยิ่งใช้ไฟมากอัตราต่อหน่วยยิ่งแพงขึ้น โดยรวมอยู่ที่ประมาณ 4.25 – 5.05 บาทต่อหน่วย เมื่อมีรถ EV บิลค่าไฟรายเดือนจะเพิ่มขึ้นมาก และหน่วยที่ใช้ชาร์จรถมักตกอยู่ในขั้นที่แพงที่สุด
2.อัตรา TOU (Time of Use)
อัตรา TOU แยกอัตราตามช่วงเวลา โดยช่วง Off-Peak (22:00 – 09:00 น. วันธรรมดา และทั้งวันในวันเสาร์ – อาทิตย์ หรือวันหยุดราชการ) อยู่ที่ประมาณ 3.24 บาท/หน่วย ซึ่งถูกกว่าอัตราปกติอย่างเห็นได้ชัด ส่วนช่วง On-Peak (09:00 – 22:00 น. วันธรรมดา) จะแพงกว่าที่ประมาณ 6.62 บาทต่อหน่วย ดังนั้นถ้าเลือกใช้อัตรา TOU ควรตั้งเวลาชาร์จหลังสี่ทุ่มเสมอ
การขอเปลี่ยนมิเตอร์เป็น TOU ทำได้ที่การไฟฟ้านครหลวง (MEA) สำหรับผู้ที่อยู่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล หรือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) สำหรับต่างจังหวัด ค่าใช้จ่ายประมาณ 3,000 – 5,000 บาทเพียงครั้งเดียว แต่คุ้มค่าในระยะยาวมาก

ราคาชาร์จรถไฟฟ้าตามสถานีสาธารณะ 5 ผู้ให้บริการ อัปเดต 2569
ชาร์จระหว่างเดินทาง หรือวันไหนไม่สะดวกชาร์จที่บ้าน ตอนนี้มีผู้ให้บริการรายหลักอยู่ 5 เจ้าที่มีเครือข่ายทั่วประเทศ แต่ละเจ้าคิดราคาไม่เท่ากัน เช็กก่อนทุกครั้งจะปลอดภัยกว่า ส่วนมือใหม่ที่ยังไม่เคยชาร์จนอกบ้าน แนะนำให้อ่าน วิธีชาร์จรถไฟฟ้าและการค้นหาสถานีชาร์จ EV ควบคู่ไปด้วย จะได้ไม่งงตอนยืนอยู่หน้าตู้
1.ปตท. EV Station PluZ
ผู้ให้บริการสถานีชาร์จจากปตท. มีจุดชาร์จกระจายตามปั๊มน้ำมัน และห้างสรรพสินค้าทั่วประเทศ
- เครื่องชาร์จ กำลังไฟ 40 – 180 kW (250A) อัตราค่าบริการช่วง On-Peak 7.9 บาทต่อหน่วย และ Off-Peak 6.6 บาทต่อหน่วย
- เครื่องชาร์จ กำลังไฟ 180 – 200 kW (300A) On Peak 8.2 บาทต่อหน่วย Off Peak 6.9 บาทต่อหน่วย
- เครื่องชาร์จ Fast Charge กำลังไฟ 240 – 480 kW และ EV Hub On Peak 8.4 บาทต่อหน่วย Off Peak 7.1 บาทต่อหน่วย
- เครื่องชาร์จ Ultra Fast Charge กำลังไฟ 240 – 480 kW On Peak 9.4 บาทต่อหน่วย Off Peak 8.1 บาทต่อหน่วย
โดยอัตราค่าบริการอาจเปลี่ยนแปลงตามช่วงเวลา สถานที่ และโปรโมชั่น มีบริการจองล่วงหน้าผ่านแอป EV Station PluZ ในราคา 20 บาท
ข้อควรระวัง หากชาร์จเสร็จแล้วไม่ถอดหัวชาร์จและไม่ย้ายรถออกภายใน 3 นาที ระบบจะเริ่มคิดค่าปรับทันที อัตราปกติ 10 บาทต่อนาที โดยบังคับใช้ทุกสถานี หลังจากนั้นระบบจะแจ้งเตือนผ่านแอป และตัดยอดอัตโนมัติในวันถัดไป
2.PEA VOLTA
บริการสถานีชาร์จจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค คิดอัตราตามกำลังของเครื่อง ตู้ที่กำลังต่ำกว่า 300 kW ช่วง On-Peak 6.9 บาท Off-Peak 4.5 บาท และตู้กำลังสูงเกิน 300 kW ช่วง On-Peak 8.8 บาท Off-Peak 5.5 บาท บริหารผ่านแอป PEA VOLTA
3.บางจาก SHARGE
เครือข่ายชาร์จของบางจากมีอัตราหลากหลายตามประเภทตู้และสถานที่ ตู้ใน 7-Eleven คิด 7.1 บาท ตู้ทั่วไป 8.7 บาท และตู้ DC 180 kW ในปั๊มเชลล์คิด 9 บาท ส่วนตู้ AC 22 kW อยู่ที่ 8.5 บาท มีค่าจองล่วงหน้า 20 บาทเช่นกัน
4.EA Anywhere
ผู้ให้บริการเครือข่ายชาร์จขนาดใหญ่ที่มีจุดให้บริการทั่วประเทศ ตู้ DC คิดอัตรา 7.7 – 8.7 บาทต่อหน่วย สำหรับตู้ AC คิดเป็นรายชั่วโมง ได้แก่ 1 ชม. 80 บาท 2 ชม. 150 บาท 3 ชม. 220 บาท และ 4 ชม. 320 บาท
5.MEA EV
สถานีชาร์จจากการไฟฟ้านครหลวง มีจุดให้บริการหลักในกรุงเทพฯ และปริมณฑล อัตราค่าบริการคงที่ที่ 7.5 บาทต่อหน่วย ไม่ว่าจะช่วง On-Peak หรือ Off-Peak ความสะดวกหลักคือไม่ต้องคิดเรื่องช่วงเวลา โดยสามารถบริหารจัดการผ่านแอป MEA EV ได้เลย
เปรียบเทียบชาร์จที่บ้าน vs สถานีสาธารณะ ราคาชาร์จรถไฟฟ้าต่างกันแค่ไหน?
เพื่อให้คุณเลือกช่องทางการชาร์จรถไฟฟ้าได้ตรงกับการใช้งาน และไลฟ์สไตล์ Grab ทำตารางสรุปให้คุณดูง่าย ๆ เช็กเลยที่นี่
ตารางสรุปข้อมูลเปรียบเทียบ ราคาชาร์จรถไฟฟ้า จากทุกช่องทาง
| ประเภทการชาร์จ | ราคา (บาท/หน่วย) | ความเร็วชาร์จ | เหมาะกับ |
|---|---|---|---|
| ที่บ้าน อัตรา TOU | ~3.24 | ช้า (AC 7-22 kW) | ชาร์จค้างคืนหลัง 22:00 น. คุ้มที่สุด |
| ที่บ้าน อัตราปกติ | 4.25 – 5.05 | ช้า (AC 7-22 kW) | สะดวกแต่ค่าไฟสูงกว่า TOU |
| PEA VOLTA Off-Peak | 4.5 – 5.5 | ปานกลาง-เร็ว | ชาร์จด่วนในช่วงกลางคืนหรือวันหยุด |
| ปตท. EV Station PluZ | 6-9 | เร็ว (DC 50-150 kW) | เดินทางไกล แวะชาร์จระหว่างทาง |
| MEA EV | 7.5 | เร็ว | ในกรุงเทพฯ ไม่ต้องดูเรื่องเวลา |
| EA Anywhere | 7.7 – 8.7 | เร็ว | ทั่วประเทศ เหมาะพักรถนาน |
| บางจาก SHARGE | 7.1 – 9 | เร็ว | ระหว่างเดินทาง เติมด่วน |
เทคนิคไหนช่วยลดค่าชาร์จรถไฟฟ้าได้มากที่สุด?
ความรู้เรื่องอัตราค่าไฟอย่างเดียวยังไม่พอ พฤติกรรมการชาร์จ และการขับขี่มีผลต่อต้นทุนพอกัน ลองทำตาม 5 เทคนิคนี้เพื่อลดค่าใช้จ่ายให้ได้ผลชัดเจน
- ชาร์จช่วง Off-Peak เสมอ ถ้าใช้มิเตอร์ TOU ให้ชาร์จหลัง 22:00 น. ทุกคืน ค่าไฟต่ำสุดที่ประมาณ 3.24 บาท/หน่วย และอย่าลืมว่าวันเสาร์-อาทิตย์คือ Off-Peak ทั้งวัน
- ชาร์จแค่ 80% เป็นปกติ ไม่จำเป็นต้องชาร์จเต็ม 100% ทุกวัน นอกจากมีแผนเดินทางไกล การชาร์จถึง 80% ช่วยยืดอายุแบตและลดค่าไฟต่อครั้งลงได้ทันที
- ใช้แอปของสถานีเปรียบเทียบก่อนชาร์จ แต่ละสถานีมีโปรโมชันและอัตรา Off-Peak ต่างกัน ดูแอปก่อนตัดสินใจชาร์จจะช่วยประหยัดได้พอสมควร
- ใช้ระบบ Regenerative Braking รถ EV ส่วนใหญ่มีระบบเก็บพลังงานคืนตอนเบรกอยู่แล้ว ขับแบบนี้ลดการสูญเสียพลังงานตรง ๆ และยืดระยะทางต่อการชาร์จได้จริง ซึ่งเป็นหนึ่งในข้อดีของรถยนต์ไฟฟ้าที่คนใช้ใหม่ ๆ มักมองข้าม
- วางแผนเส้นทางให้ชาร์จสถานีน้อยครั้ง การจัดเส้นทางที่มีประสิทธิภาพและหลีกเลี่ยงการชาร์จที่สถานีสาธารณะบ่อยเกินไป จะช่วยประหยัดได้หลักพันต่อเดือน

ขับ Grab สร้างรายได้โดยไม่ต้องซื้อรถได้ไหม?
สำหรับคนที่อยากขับรถ EV สร้างรายได้ผ่าน Grab แต่ยังไม่พร้อมลงทุนซื้อรถ มีทางออกที่น่าสนใจ Grab มีโครงการที่ออกแบบมาให้คนขับโดยเฉพาะ เลือกได้ทั้งแบบผ่อนเพื่อเป็นเจ้าของ และแบบเช่ารายรอบ ไม่ผูกมัดระยะยาว
ทำไมค่าชาร์จรถไฟฟ้าจึงเป็นต้นทุนหลักของคนขับ Grab
รถ EV ไม่มีค่าน้ำมัน แต่ค่าชาร์จรถไฟฟ้าคือต้นทุนที่หักจากกำไรโดยตรงทุกวัน คนขับที่วิ่งวันละ 200 – 300 กม. ต้องชาร์จทุกวัน หรือเกือบทุกวัน ถ้าชาร์จที่สถานีสาธารณะในอัตรา 7 – 9 บาทต่อหน่วย ค่าใช้จ่ายต่อวันอาจสูงถึง 150 – 300 บาท เทียบกับชาร์จที่บ้านอัตรา TOU ที่อาจเหลือแค่ 70 – 120 บาทต่อวัน ความต่างนี้สะสมเป็นหลักหลายพันต่อเดือน ลองไปดู รีวิวรายได้จากคนขับแกร็บตัวจริง ก็จะเห็นว่าคนที่เหลือเงินเยอะกว่า ไม่ได้วิ่งเยอะกว่าเสมอไป แต่คุมต้นทุนได้ดีกว่า
โครงการผ่อนขับรับรถ ดาวน์ 0% ผ่อนแล้วได้เป็นเจ้าของ
สำหรับคนที่ต้องการเป็นเจ้าของรถในระยะยาว โครงการนี้ไม่ต้องวางเงินดาวน์ ผ่อนชำระผ่านแอป Grab และเมื่อครบสัญญาได้รถเป็นกรรมสิทธิ์ของตัวเอง สิทธิประโยชน์ที่ได้ตั้งแต่วันแรก มีทั้งประกันแบตเตอรี่ตลอดการใช้งาน บำรุงรักษาตามระยะ พ.ร.บ. และประกันรถยนต์สาธารณะ รวมถึงบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน ไม่ต้องเสียเวลาไปวิ่งเต้นต่อเอกสารเองทุกปี รุ่นรถที่ให้บริการในปัจจุบัน ได้แก่ BYD, Aion, MG และ JAECOO ครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพฯ พัทยา – ชลบุรี และเชียงใหม่
โครงการเช่าครบจบบนแอป เช่ารายรอบ ไม่ผูกมัดยาว
สำหรับคนที่ยังไม่อยากผูกพันสัญญายาว โครงการเช่ารายรอบให้ความยืดหยุ่นมากกว่า สิทธิประโยชน์ครอบคลุมบำรุงรักษาตามรอบ ประกันรถยนต์สาธารณะชั้น 1 รถทดแทนกรณีฉุกเฉิน แถมวิ่งรับส่งผู้โดยสารที่สนามบินได้ด้วย (APC) นอกจากนี้ยังมีโอกาสรับส่วนลดค่าเช่าประจำสัปดาห์และวันเช่าขับฟรีประจำเดือนเมื่อผ่านเงื่อนไข ผู้ให้บริการในโครงการ ได้แก่ Auto-Drive, Bio Lab, AGEWAY, Ch.Pattana, SIAM TAXI และ EV7
สิ่งที่แพ็กเกจครอบคลุม vs ค่าชาร์จที่คนขับรับผิดชอบเอง
ทั้ง 2 โครงการครอบคลุมค่าบำรุงรักษา ประกันภัย และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับตัวรถ แต่ค่าไฟชาร์จรถไฟฟ้ายังเป็นของที่คนขับต้องจ่ายเอง วางแผนชาร์จให้ถูกเวลาถูกที่จึงสำคัญมาก
ส่วนใครที่ใช้รถของตัวเอง อย่าลืมเรื่องเอกสารด้วย ต้องผ่านการจดทะเบียนรถรับจ้างผ่านแอป เปลี่ยนเป็นป้ายเหลืองให้เรียบร้อย แล้วก็ต้องมีใบขับขี่สาธารณะติดตัวไว้ ถึงจะวิ่งงานได้อย่างถูกกฎหมาย
ตัวอย่างคำนวณต้นทุนต่อวัน: สมมติวิ่งวันละ 200 กม. รถ Aion ใช้ไฟประมาณ 5 กม.ต่อkWh ต้องใช้ประมาณ 40 kWhต่อวัน
- ชาร์จที่บ้าน TOU Off-Peak: 40 x 3.24 = 130 บาทต่อวัน
- ชาร์จที่สถานีสาธารณะ: 40 x 7.5 = 300 บาทต่อวัน
- ต่างกัน 170 บาทต่อวัน หรือประมาณ 5,100 บาทต่อเดือน
ถนัดสองล้อมากกว่าสี่ล้อก็ไม่ต้องน้อยใจ Grab มีโครงการมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าให้เลือกเหมือนกัน ลองชั่งน้ำหนักข้อดีข้อเสียของรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าดูก่อน ต้นทุนต่อรอบต่างจากรถยนต์พอสมควร อยากขับรถเป็นรายได้หลัก หรือหารายได้เสริม สนใจเช่าหรือผ่อนรถ EV กับ Grab? ลงทะเบียน และดูรายละเอียดโครงการทั้งหมดได้ที่นี่
ค่าชาร์จรถไฟฟ้า ไม่ใช่ตัวเลขตายตัว แต่ขึ้นอยู่กับว่าคุณชาร์จที่ไหน ช่วงเวลาใด และพฤติกรรมการใช้งานรถเป็นอย่างไร การชาร์จที่บ้านในช่วง Off-Peak ด้วยมิเตอร์ TOU ให้ ราคาชาร์จรถไฟฟ้า ต่ำที่สุดที่ประมาณ 3.24 บาทต่อหน่วย ขณะที่สถานีสาธารณะอยู่ในช่วง 6 – 9 บาทต่อหน่วย
สำหรับคนขับ Grab ที่ใช้รถ EV เป็นเครื่องมือสร้างรายได้ ความเข้าใจเรื่องค่าไฟในการชาร์จรถไฟฟ้า จะช่วยให้ประเมินกำไรต่อรอบได้แม่นยำ และวางแผนชาร์จได้อย่างชาญฉลาดมากขึ้น
ยังไม่มีรถ EV แต่อยากเริ่มสร้างรายได้กับ Grab? สมัครโครงการเช่าหรือผ่อนรถไฟฟ้ากับ Grab ได้เลยวันนี้ ไม่ต้องดาวน์ ไม่ต้องมีคนค้ำ ประกันและบำรุงรักษาครบ ส่วนใครที่ยังไม่เคยสมัครขับมาก่อน ดูขั้นตอนการสมัคร Grab Driverไว้ก่อนได้ ใช้เอกสารไม่เยอะอย่างที่คิด
FAQs
Q: ชาร์จรถไฟฟ้าเต็ม 100% 1 ครั้งเสียเงินเท่าไหร่?
A: ขึ้นอยู่กับขนาดแบต และอัตราค่าไฟที่ใช้ สำหรับรถที่มีแบต 60 kWh ชาร์จจาก 0 ถึง 100% ด้วยอัตรา TOU Off-Peak (~3.24 บาทต่อหน่วย) จะอยู่ที่ประมาณ 195 บาท แต่ถ้าชาร์จที่สถานีสาธารณะอัตรา 7.5 บาทต่อหน่วย จะอยู่ที่ประมาณ 450 บาท ความต่างสูงถึง 255 บาทต่อครั้ง
Q: อัตรา TOU คืออะไร และต้องทำอะไรเพิ่มบ้าง?
A: TOU (Time of Use) คืออัตราค่าไฟที่แบ่งตามช่วงเวลา ช่วง Off-Peak ถูกกว่าอัตราปกติมาก ต้องติดต่อขอเปลี่ยนมิเตอร์ที่ MEA หรือ PEA ค่าใช้จ่ายประมาณ 3,000 – 5,000 บาท หลังจากนั้นต้องตั้งใจชาร์จรถหลัง 22:00 น. เพื่อให้ได้อัตราถูกสุด
Q: ถ้าชาร์จที่สถานีสาธารณะทุกวัน ต้นทุนสูงแค่ไหน?
A: ถ้าชาร์จที่สถานีสาธารณะทุกวัน ใช้ไฟเฉลี่ยวันละ 30 – 40 kWh ต้นทุนจะอยู่ที่ประมาณ 225 – 360 บาทต่อวัน หรือ 6,750 – 10,800 บาทต่อเดือน เทียบกับชาร์จที่บ้านอัตรา TOU ที่อยู่เพียง 97 – 130 บาทต่อวัน ความต่างเดือนละหลายพันบาท
Q: ผู้ให้บริการไหนราคาถูกที่สุดสำหรับชาร์จด่วนระหว่างเดินทาง?
A: PEA VOLTA ให้อัตราที่ถูกที่สุดในช่วง Off-Peak ที่ 4.5 บาทต่อหน่วย สำหรับตู้กำลังต่ำกว่า 300 kW รองลงมาคือปตท. EV Station PluZ ที่ 6 บาทต่อหน่วย Off-Peak ซึ่งเป็นตัวเลือกที่คุ้มค่าสำหรับการชาร์จระหว่างเดินทาง
Q: คนขับ Grab ที่ใช้รถจากโครงการ Grab EV ต้องจ่ายค่าชาร์จเองหรือไม่?
A: ใช่ ค่าชาร์จไฟฟ้าเป็นความรับผิดชอบของคนขับ แพ็กเกจของโครงการครอบคลุมค่าบำรุงรักษา ประกันภัย และค่ารถ แต่ไม่รวมค่าเชื้อเพลิง ดังนั้นการเลือกชาร์จในช่วง Off-Peak หรือหาจุดชาร์จที่บ้านจะช่วยลดต้นทุนต่อวันได้มากที่สุด