หัวชาร์จรถไฟฟ้ามีกี่แบบ? รวมทุกประเภทหัวชาร์จ EV ที่ต้องรู้

สำหรับคนที่เพิ่งเป็นเจ้าของรถไฟฟ้าคันแรก หรือกำลังวางแผนซื้อรถ EV คำถามที่ว่า “หัวชาร์จรถไฟฟ้ามีกี่แบบ และรถเราใช้แบบไหน?” สำคัญมาก เพราะเมื่อไปถึงสถานีชาร์จจริงๆ จะพบว่ามีหัวชาร์จหลากหลายรูปแบบ บางคันเสียบได้ บางคันเสียบไม่ได้ ทำให้งงกันไปหมด วันนี้ Grab TH รวบรวมข้อมูลประเภทหัวชาร์จ EV ทั้งหมดที่ควรรู้ ตั้งแต่ Type 1, Type 2 ไปจนถึง CCS และ CHAdeMO พร้อมตารางเปรียบเทียบอ่านง่าย เพื่อให้วางแผนการชาร์จ และออกทริปได้อย่างมั่นใจ

ก่อนที่จะลงทุนซื้อรถ EV เป็นของตัวเอง ลองสัมผัสประสบการณ์นั่งรถไฟฟ้าได้ก่อนเลยผ่านบริการ GrabCar ในแอป Grab มีรถ EV ให้บริการในหลายพื้นที่ทั่วประเทศไทย เรียกได้ทันทีโดยไม่ต้องกังวลเรื่องการชาร์จแม้แต่นิดเดียว

Highlight 

รู้จักหัวชาร์จรถไฟฟ้า ก่อนลงรายละเอียดแต่ละประเภท

ภาพรวมหัวชาร์จรถไฟฟ้า ก่อนลงรายละเอียดแต่ละประเภท 

หัวชาร์จรถไฟฟ้า คืออุปกรณ์เชื่อมต่อระหว่างสถานีชาร์จกับตัวรถ ทำหน้าที่ส่งกระแสไฟฟ้าเข้าสู่แบตเตอรี่ของรถยนต์ไฟฟ้า หากเปรียบง่ายๆ ก็คือ “ปลั๊กชาร์จ” ของรถ EV นั่นเอง แต่แตกต่างจากปลั๊กบ้านทั่วไปตรงที่ออกแบบมาให้รองรับกำลังไฟสูง มีระบบสื่อสารระหว่างรถกับเครื่องชาร์จ และมีมาตรฐานความปลอดภัยเฉพาะทาง

ทั่วโลกมีหัวชาร์จ EV อยู่ 6 แบบหลักที่รู้จักกันดี แบ่งตามประเภทกระแสไฟฟ้าได้เป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่ม AC (Alternating current : ชาร์จช้า) 2 แบบ และกลุ่ม DC (Direct current : ชาร์จเร็ว) 4 แบบ แต่ละแบบเหมาะกับรถ และสถานการณ์การใช้งานที่ต่างกัน

หัวชาร์จ EV แบบ AC กับ DC ต่างกันอย่างไร?

หัวชาร์จ EV แบบ AC กับ DC ต่างกันอย่างไร? 

ก่อนจะเข้าใจว่าหัวชาร์จ EV มีกี่แบบ ต้องเข้าใจก่อนว่ากระแสไฟ 2 ประเภทนี้ต่างกันอย่างไร เพราะนั่นคือรากฐานของทุกประเภทหัวชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าที่มีอยู่ในปัจจุบัน

การชาร์จแบบ AC (Normal Charge หรือชาร์จช้า) 

AC ย่อมาจาก Alternating Current หรือกระแสไฟสลับ ซึ่งเป็นไฟฟ้าชนิดเดียวกับที่ใช้ในบ้านเรือนทั่วไป เมื่อชาร์จแบบ AC กระแสไฟจะเข้าไปที่ On-board Charger ในตัวรถก่อน แล้วจึงแปลงเป็นกระแสตรง (DC) เพื่อเก็บในแบตเตอรี่ ทำให้ความเร็วในการชาร์จขึ้นอยู่กับขนาดของ On-board Charger ในรถด้วย โดยทั่วไปการชาร์จแบบ AC ใช้เวลาประมาณ 6 – 10 ชั่วโมงต่อการชาร์จเต็ม เหมาะกับการชาร์จข้ามคืนที่บ้าน หรือจอดชาร์จที่ทำงานระหว่างวัน

การชาร์จแบบ DC (Quick Charge หรือชาร์จเร็ว) 

DC ย่อมาจาก Direct Current หรือกระแสไฟตรง การชาร์จแบบ DC จะส่งกระแสไฟตรงเข้าแบตเตอรี่ได้โดยตรง ไม่ต้องผ่านการแปลงในรถ ทำให้ชาร์จได้รวดเร็วกว่ามาก โดยใช้เวลาเพียง 20 – 45 นาที เพื่อชาร์จจาก 0 ถึง 80% ข้อควรระวังคือการชาร์จ DC บ่อยเกินไปอาจเร่งการเสื่อมสภาพของแบตเตอรี่ได้ในระยะยาว จึงเหมาะกับการเดินทางไกล หรือสถานการณ์ที่ต้องชาร์จด่วน

หัวชาร์จรถไฟฟ้า มีกี่แบบ เลือกให้ตรงกับร่นรถคุณ

ประเภทหัวชาร์จ EV มีทั้งหมดกี่แบบ? 

ต่อไปนี้คือรายละเอียดหัวชาร์จรถไฟฟ้าทั้ง 6 แบบ พร้อมข้อมูลสำคัญที่ควรรู้สำหรับแต่ละประเภท

Type 1 (SAE J1772) ใช้แพร่หลายในอเมริกาเหนือและญี่ปุ่น

กลุ่มหัวชาร์จรถไฟฟ้า AC (สำหรับชาร์จช้า)

สองแบบนี้รองรับเฉพาะไฟ AC ใช้กับการชาร์จที่บ้าน หรือจุดจอดระหว่างวันเป็นหลัก

หัวชาร์จ EV Type 1 (SAE J1772) 

Type 1 หรือที่รู้จักกันในชื่อ SAE J1772 เป็นหัวชาร์จมาตรฐานสำหรับ AC ที่พัฒนาโดยสหรัฐอเมริกา มีลักษณะเป็นหัว 5 พิน ใช้กันแพร่หลายในอเมริกาเหนือ และญี่ปุ่น สำหรับในไทย Type 1 พบได้ในรถ EV รุ่นเก่าบางรุ่นที่นำเข้าจากญี่ปุ่น หรือสหรัฐฯ เท่านั้น

  • ประเภทไฟ: AC 
  • กำลังไฟ: สูงสุด 7.2 kW (1 เฟส) 
  • ใช้ในไทย: น้อยมาก (เฉพาะรถนำเข้ารุ่นเก่า) 
  • รถที่ใช้: Nissan Leaf (รุ่นแรก) และ Mitsubishi Outlander PHEV (บางรุ่น)

หัวชาร์จรถไฟฟ้า Type 2 (IEC 62196 / Mennekes)

หัวชาร์จ EV Type 2 (IEC 62196 / Mennekes) 

Type 2 หรือที่เรียกว่า Mennekes เป็นหัวชาร์จ AC มาตรฐานที่ได้รับการยอมรับกว้างขวางที่สุดในยุโรป และกลายมาเป็นมาตรฐานหลักในประเทศไทยด้วย มีลักษณะ 7 พิน รองรับทั้งระบบ 1 เฟส (สูงสุด 7.4 kW) และ 3 เฟส (สูงสุด 22 kW) รถ EV รุ่นใหม่ที่ขายในไทยแทบทุกยี่ห้อใช้ Type 2 เป็นมาตรฐาน ไม่ว่าจะเป็นรถจากจีน ยุโรป หรือเกาหลี

  • ประเภทไฟ: AC 
  • กำลังไฟ: 3.7 – 22 kW 
  • ใช้ในไทย: แพร่หลายมาก (มาตรฐานหลัก) 
  • รถที่ใช้: BYD, MG, Volvo, BMW, Mercedes-Benz, Hyundai, Kia, Neta และแบรนด์อื่น ๆ ส่วนใหญ่

CCS (Combined Charging System) รวมช่องชาร์จ 2 แบบไว้ในหัวเดียวกัน

กลุ่มหัวชาร์จรถไฟฟ้า DC (สำหรับชาร์จเร็ว) 

อีกสี่แบบที่เหลือใช้กับการชาร์จเร็วตามสถานีสาธารณะ บางแบบรวมช่อง AC และ DC ไว้ในหัวเดียวกัน

หัวชาร์จ EV CCS (Combined Charging System)

CCS แบ่งออกเป็น 2 แบบตามภูมิภาค ได้แก่ CCS1 (ใช้ในอเมริกา) และ CCS2 (ใช้ในยุโรปและไทย) โดย CCS2 คือหัวชาร์จ EV ที่พบได้มากที่สุดตามสถานีชาร์จสาธารณะในประเทศไทย จุดเด่นของ CCS คือการรวมช่องชาร์จ AC แบบ Type 2 และช่องชาร์จ DC เข้าไว้ในหัวเดียวกัน ทำให้รถที่รองรับ CCS2 ชาร์จได้ทั้งแบบ AC และ DC ผ่านพอร์ตเดียว สะดวก และยืดหยุ่นกว่าในทุกสถานการณ์

  • ประเภทไฟ: DC 
  • กำลังไฟ: 50 – 350 kW 
  • ใช้ในไทย: แพร่หลายมาก (มาตรฐาน DC หลัก) 
  • รถที่ใช้: BYD, MG, Volvo, BMW, Mercedes-Benz, Hyundai, Kia, Neta และแบรนด์อื่น ๆ ส่วนใหญ่

หัวชาร์จรถไฟฟ้า CHAdeMO มาตรฐานชาร์จเร็ว DC จากญี่ปุ่น

หัวชาร์จ EV CHAdeMO 

CHAdeMO เป็นมาตรฐานชาร์จเร็ว DC จากญี่ปุ่น ชื่อย่อมาจาก “Charge de Move” พบได้ในรถยนต์ไฟฟ้าจากผู้ผลิตญี่ปุ่นรุ่นเก่า ในไทยยังมีสถานีที่รองรับ CHAdeMO อยู่บ้าง แต่จำนวนลดลงเรื่อย ๆ เนื่องจากรถ EV รุ่นใหม่หันมาใช้ CCS2 แทนเกือบทั้งหมด

  • ประเภทไฟ: DC 
  • กำลังไฟ: 50 – 100 kW (ทั่วไป) และสูงสุด 400 kW (CHAdeMO 3.0) 
  • ใช้ในไทย: มีอยู่บ้าง แต่ลดลงเรื่อยๆ 
  • รถที่ใช้: Nissan Leaf (รุ่นเก่า) และ Mitsubishi Outlander PHEV

หัวชาร์จรถไฟฟ้า GB/T มาตรฐานชาร์จทั้งแบบ AC และ DC ที่กำหนดโดยรัฐบาลจีน

หัวชาร์จ EV GB/T

GB/T เป็นมาตรฐานชาร์จทั้งแบบ AC และ DC ที่กำหนดโดยรัฐบาลจีน ปัจจุบันในไทยยังไม่แพร่หลาย เนื่องจากรถ EV จากจีนที่จำหน่ายในไทยส่วนใหญ่ได้รับการปรับให้รองรับ Type 2 และ CCS2 แทน ทำให้ผู้ใช้งานทั่วไปในไทยแทบไม่ต้องสัมผัสกับ GB/T โดยตรง

  • ประเภทไฟ: AC / DC 
  • กำลังไฟ: สูงสุด 27.7 kW (AC) และ สูงสุด 237.5 kW (DC) 
  • ใช้ในไทย: ไม่แพร่หลาย 
  • รถที่ใช้: รถ EV ที่จำหน่ายในตลาดจีนเท่านั้น

หัวชาร์จรถไฟฟ้า Tesla / NACS ได้รับการยอมรับในสหรัฐอเมริกา

หัวชาร์จ EV Tesla / NACS 

NACS ย่อมาจาก North American Charging Standard พัฒนาโดย Tesla และกำลังได้รับการยอมรับในสหรัฐอเมริกาและบางแห่งในไทย Tesla ใช้อะแดปเตอร์เพื่อชาร์จผ่าน Type 2 หรือ CCS2 ตามสถานีสาธารณะ ขณะที่สถานี Supercharger ของ Tesla เองก็รองรับการชาร์จความเร็วสูงสำหรับลูกค้า Tesla โดยเฉพาะ ซึ่งยังไม่ใช่มาตรฐานสาธารณะที่ใช้ร่วมกันในไทย

  • ประเภทไฟ: AC / DC 
  • กำลังไฟ: สูงสุด 250 kW (Supercharger V3) 
  • ใช้ในไทย: เฉพาะ Supercharger ของ Tesla เท่านั้น 
  • รถที่ใช้: Tesla Model 3, Model Y, Model S และ Model X

หัวชาร์จ EV มาตรฐานที่ใช้จริงในประเทศไทยตอนนี้มีอะไรบ้าง?

หัวชาร์จ EV มาตรฐานที่ใช้จริงในประเทศไทยตอนนี้มีอะไรบ้าง? 

แม้ทั่วโลกจะมีหัวชาร์จหลายแบบ แต่ในประเทศไทย ณ ปัจจุบัน หัวชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้งานจริงมีอยู่ 3 แบบหลักที่ควรรู้

AC Type 2

Type 2 เป็นหัวชาร์จ AC มาตรฐานที่รถ EV เกือบทุกรุ่นในไทยใช้ มักแถมมากับรถในรูปแบบสายชาร์จพกพา (ICCB) หรือ Wallbox ที่ติดตั้งที่บ้าน เหมาะกับการชาร์จข้ามคืนและการชาร์จระหว่างวันตามที่ทำงานหรือห้างสรรพสินค้า ด้วยความที่เป็นมาตรฐานแพร่หลาย ทำให้สถานีชาร์จสาธารณะทั่วไทยส่วนใหญ่รองรับ Type 2 ได้เลย

DC CCS2 

CCS2 คือหัวชาร์จ DC ที่ได้รับการยอมรับเป็นมาตรฐานหลักของสถานีชาร์จเร็วในไทย ไม่ว่าจะเป็นสถานีตามปั๊มน้ำมัน ห้างสรรพสินค้า หรือจุดพักรถทางหลวง ผู้ให้บริการชาร์จรายใหญ่ๆ ในไทยต่างติดตั้ง CCS2 เป็นหลัก รถ EV รุ่นใหม่ส่วนใหญ่ที่ขายในไทยรองรับ CCS2 ทำให้ชาร์จเร็วได้ทุกที่โดยไม่ต้องกังวลเรื่องความเข้ากันได้

ทั้ง Type 2 และ CCS2 มักอยู่ในพอร์ตชาร์จพอร์ตเดียวกันบนตัวรถ นั่นหมายความว่ารถ EV ส่วนใหญ่ชาร์จได้ทั้งที่บ้าน และตามสถานีชาร์จเร็วสาธารณะโดยไม่ต้องใช้อะแดปเตอร์เพิ่มเติม ทำให้การวางแผนทริปสะดวกยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะขับไปต่างจังหวัด หรือเดินทางข้ามภาค

หากวันไหนวางแผนออกต่างจังหวัดแต่อยากเดินทางสบายๆ โดยไม่ต้องวางแผนจุดชาร์จเอง บริการ GrabCar หรือ JustGrab ก็เป็นอีกตัวเลือกที่ช่วยให้เดินทางได้อย่างไม่มีสะดุด

DC CHAdeMO

CHAdeMO ยังพบได้ตามสถานีชาร์จสาธารณะบางแห่งในไทย แต่จำนวนลดลงเรื่อยๆ เนื่องจากรถใหม่ส่วนใหญ่ไม่รองรับแล้ว หากมีรถที่ใช้ CHAdeMO ควรตรวจสอบสถานีชาร์จล่วงหน้าก่อนออกเดินทาง เพื่อให้แน่ใจว่าสถานีที่ต้องการใช้ยังมีหัวชาร์จประเภทนี้ให้บริการ

รู้ได้ยังไงว่ารถเราใช้หัวชาร์จรถไฟฟ้าแบบไหน และเลือก Home Charger อย่างไร? 

หลังจากรู้จักประเภทหัวชาร์จ EV แต่ละแบบแล้ว คำถามต่อไปคือจะรู้ได้อย่างไรว่ารถตัวเองใช้หัวไหน

วิธีเช็กประเภทหัวชาร์จ EV ของรถ

วิธีที่ง่ายที่สุดคือดูจากคู่มือรถหรือเว็บไซต์ผู้ผลิต ซึ่งจะระบุประเภทหัวชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าและกำลังไฟที่รองรับไว้ชัดเจน อีกวิธีหนึ่งคือมองที่ช่องชาร์จบนตัวรถโดยตรง รถ EV ที่รองรับทั้ง AC และ DC มักเห็นช่องชาร์จที่ผสมรูปแบบของ Type 2 อยู่ด้านบน และช่องเสริมสำหรับ DC อยู่ด้านล่าง นอกจากนี้ แอปพลิเคชันของสถานีชาร์จหลายเจ้ายังแสดงข้อมูลว่าหัวชาร์จแต่ละตู้รองรับรถรุ่นใดบ้าง ช่วยให้วางแผนได้ล่วงหน้า

เลือก Home Charger ให้ตรงสเปกรถ 

Home Charger หรือ Wallbox คือเครื่องชาร์จที่ติดตั้งไว้ที่บ้านเพื่อใช้ชาร์จ AC แบบสะดวกสบายข้ามคืน เมื่อเลือก Home Charger ควรดูที่กำลังไฟที่รถรับได้ (On-board Charger) เป็นหลัก รถหลายรุ่นในไทยรับไฟ AC ได้สูงสุด 7.4 kW ดังนั้น Wallbox กำลังไฟ 7.4 kW ก็เพียงพอแล้ว หากรถรองรับ 11 หรือ 22 kW ก็สามารถลงทุน Wallbox กำลังสูงขึ้นได้ แต่ต้องตรวจสอบระบบไฟบ้านให้รองรับก่อนเสมอ และควรเลือก Wallbox ที่ใช้หัวชาร์จ EV แบบ Type 2 เพื่อให้มั่นใจว่าเข้ากับรถในไทยได้แน่นอน

ชาร์จนอกบ้านต้องเตรียมอะไร?

สำหรับการชาร์จนอกบ้านหรือระหว่างเดินทาง ควรโหลดแอปพลิเคชันของผู้ให้บริการสถานีชาร์จรายใหญ่ไว้ในมือถือ เพื่อดูจุดชาร์จที่ใกล้ที่สุด และประเภทหัวชาร์จที่มีให้บริการ ก่อนออกเดินทางควรวางแผนจุดชาร์จระหว่างทาง โดยเฉพาะหากขับทางไกลข้ามจังหวัด และควรพกสายชาร์จพกพา (Portable Charger) ติดรถไว้เสมอ เพื่อเป็นตัวเลือกสำรองในกรณีที่หาสถานีชาร์จหลักไม่เจอ

ตารางเปรียบเทียบประเภทหัวชาร์จ EV ทั้งหมด

สรุปหัวชาร์จรถไฟฟ้าทุกประเภทไว้ในตารางเดียว เทียบชนิดไฟ กำลังไฟสูงสุด และความแพร่หลายในไทยได้ในพริบตา (CCS แยกเป็น CCS1 และ CCS2 ตามภูมิภาค จึงมี 7 แถวจาก 6 มาตรฐานหลัก)

หัวชาร์จ EV ชนิดไฟ

กำลังไฟ

(สูงสุด)

ใช้ในไทย รถที่ใช้ (ตัวอย่าง)
Type 1 (SAE J1772) AC 7.2 kW น้อยมาก Nissan Leaf (รุ่นแรก) และ Mitsubishi PHEV รุ่นเก่า
Type 2 (Mennekes) AC 22 kW มาก (มาตรฐานหลัก) BYD, MG, Volvo, BMW และ Hyundai
CCS1 DC 350 kW ไม่ใช้ รถตลาดอเมริกาเหนือ
CCS2 DC 350 kW มาก (มาตรฐานหลัก) BYD, MG, Volvo, BMW, Hyundai และ  Kia
CHAdeMO DC 100 kW+ น้อย และลดลงเรื่อยๆ Nissan Leaf (รุ่นเก่า) และ Mitsubishi Outlander PHEV
GB/T AC/DC 237.5 kW (DC) ไม่แพร่หลาย รถตลาดจีนเท่านั้น
Tesla NACS AC/DC 250 kW เฉพาะ Supercharger Tesla Model 3, Model Y, Model S และ Model X

เลือกหัวชาร์จให้ถูก ชาร์จรถ EV ได้ทุกที่อย่างมั่นใจ 

หัวชาร์จรถไฟฟ้าอาจมองดูซับซ้อนในตอนแรก แต่เมื่อเข้าใจหลักการแล้วก็จะหาข้อสรุปได้ง่าย ๆ ถ้าอยู่ในไทย รถ EV รุ่นใหม่ส่วนใหญ่ใช้ Type 2 สำหรับชาร์จ AC และ CCS2 สำหรับชาร์จ DC เร็ว ซึ่งครอบคลุมสถานีชาร์จสาธารณะส่วนใหญ่ในประเทศแล้ว ส่วนหัวชาร์จ EV ประเภทอื่นอย่าง CHAdeMO, GB/T หรือ NACS ยังมีบทบาทจำกัดในตลาดไทย

สิ่งสำคัญที่สุดก่อนซื้อรถ EV คือตรวจสอบว่ารถที่สนใจรองรับหัวชาร์จแบบใด และวางแผน Home Charger ให้เข้ากับสเปกรถตั้งแต่ต้น เพื่อให้ใช้งานได้คล่องทั้งที่บ้านและนอกบ้าน

สำหรับคนที่ยังอยู่ในช่วงทดลองใช้หรือยังไม่พร้อมซื้อรถ EV เป็นของตัวเอง บริการ GrabCar ในแอป Grab เป็นทางเลือกที่ดีในการสัมผัสประสบการณ์เดินทางด้วยรถยนต์ไฟฟ้า โดยไม่ต้องกังวลเรื่องหัวชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า หรือการดูแลรักษาแม้แต่นิดเดียว เรียกได้ทันทีผ่านแอป Grab

FAQs

Q: รถ EV ที่ซื้อในไทยจำเป็นต้องมี CCS2 เสมอไหม? 

A: ไม่จำเป็นเสมอไป รถบางรุ่นที่เน้นชาร์จ AC เท่านั้นอาจมีแค่ Type 2 โดยไม่มีพอร์ต CCS2 แต่รถ EV รุ่นใหม่ส่วนใหญ่ที่วางตลาดในไทยมักรองรับทั้งสองมาตรฐาน ควรตรวจสอบสเปกก่อนตัดสินใจซื้อเสมอ

Q: ชาร์จรถไฟฟ้าที่บ้านด้วยปลั๊กทั่วไปได้ไหม? 

A: ได้ในกรณีฉุกเฉิน โดยใช้สายชาร์จพกพา (Portable Charger) ที่แถมมากับรถ เสียบกับเต้ารับ 3 ขา 16 แอมป์ได้เลย แต่ชาร์จได้ช้ามาก ใช้เวลา 15 – 20 ชั่วโมงต่อการชาร์จเต็ม และควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าระบบไฟบ้านรองรับการใช้งานต่อเนื่องระยะยาวได้ก่อน

Q: Type 2 กับ CCS2 เสียบสลับกันได้ไหม? 

A: ไม่ได้ เพราะรูปทรงและขนาดของพินต่างกัน ระบบออกแบบมาให้ป้องกันการเสียบผิดประเภทอยู่แล้ว ไม่ต้องกังวลว่าจะเสียบผิด และทำให้หัวชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า หรือตัวรถเสียหาย

Q: ถ้ารถใช้ CHAdeMO จะชาร์จที่สถานี CCS2 ได้ไหม? 

A: ไม่สามารถเสียบโดยตรงได้ แต่มีอะแดปเตอร์แปลงบางรุ่นวางจำหน่าย ทว่าหาซื้อได้ยากในไทย และมีราคาสูง ทางที่ดีคือตรวจสอบว่าสถานีชาร์จที่ต้องการใช้มีหัว CHAdeMO หรือไม่ก่อนออกเดินทางทุกครั้ง

Q: ในอนาคตมาตรฐานหัวชาร์จ EV ในไทยจะเปลี่ยนไปไหม? 

A: แนวโน้มชัดเจนว่า Type 2 (AC) และ CCS2 (DC) กำลังกลายเป็นมาตรฐานหลักที่ครองตลาดในไทยและทั่วโลก หัวชาร์จ EV อย่าง CHAdeMO และ GB/T มีแนวโน้มลดบทบาทลงเรื่อย ๆ ดังนั้นรถ EV ที่รองรับ Type 2 และ CCS2 จึงเป็นตัวเลือกที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับการใช้งานในไทยระยะยาว