สำหรับคนที่เพิ่งเป็นเจ้าของรถไฟฟ้าคันแรก หรือกำลังวางแผนซื้อรถ EV คำถามที่ว่า “หัวชาร์จรถไฟฟ้ามีกี่แบบ และรถเราใช้แบบไหน?” สำคัญมาก เพราะเมื่อไปถึงสถานีชาร์จจริงๆ จะพบว่ามีหัวชาร์จหลากหลายรูปแบบ บางคันเสียบได้ บางคันเสียบไม่ได้ ทำให้งงกันไปหมด วันนี้ Grab TH รวบรวมข้อมูลประเภทหัวชาร์จ EV ทั้งหมดที่ควรรู้ ตั้งแต่ Type 1, Type 2 ไปจนถึง CCS และ CHAdeMO พร้อมตารางเปรียบเทียบอ่านง่าย เพื่อให้วางแผนการชาร์จ และออกทริปได้อย่างมั่นใจ
ก่อนที่จะลงทุนซื้อรถ EV เป็นของตัวเอง ลองสัมผัสประสบการณ์นั่งรถไฟฟ้าได้ก่อนเลยผ่านบริการ GrabCar ในแอป Grab มีรถ EV ให้บริการในหลายพื้นที่ทั่วประเทศไทย เรียกได้ทันทีโดยไม่ต้องกังวลเรื่องการชาร์จแม้แต่นิดเดียว
Highlight
- ภาพรวมหัวชาร์จรถไฟฟ้า ก่อนลงรายละเอียดแต่ละประเภท
- หัวชาร์จ EV แบบ AC กับ DC ต่างกันอย่างไร?
- ประเภทหัวชาร์จ EV มีทั้งหมดกี่แบบ?
- หัวชาร์จ EV มาตรฐานที่ใช้จริงในประเทศไทยตอนนี้มีอะไรบ้าง?
- รู้ได้ยังไงว่ารถเราใช้หัวชาร์จรถไฟฟ้าแบบไหน และเลือก Home Charger อย่างไร?
- ตารางเปรียบเทียบประเภทหัวชาร์จ EV ทั้งหมด
- เลือกหัวชาร์จให้ถูก ชาร์จรถ EV ได้ทุกที่อย่างมั่นใจ
- คำถามเกี่ยวกับประเภทหัวชาร์จรถ EV

ภาพรวมหัวชาร์จรถไฟฟ้า ก่อนลงรายละเอียดแต่ละประเภท
หัวชาร์จรถไฟฟ้า คืออุปกรณ์เชื่อมต่อระหว่างสถานีชาร์จกับตัวรถ ทำหน้าที่ส่งกระแสไฟฟ้าเข้าสู่แบตเตอรี่ของรถยนต์ไฟฟ้า หากเปรียบง่ายๆ ก็คือ “ปลั๊กชาร์จ” ของรถ EV นั่นเอง แต่แตกต่างจากปลั๊กบ้านทั่วไปตรงที่ออกแบบมาให้รองรับกำลังไฟสูง มีระบบสื่อสารระหว่างรถกับเครื่องชาร์จ และมีมาตรฐานความปลอดภัยเฉพาะทาง
ทั่วโลกมีหัวชาร์จ EV อยู่ 6 แบบหลักที่รู้จักกันดี แบ่งตามประเภทกระแสไฟฟ้าได้เป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่ม AC (Alternating current : ชาร์จช้า) 2 แบบ และกลุ่ม DC (Direct current : ชาร์จเร็ว) 4 แบบ แต่ละแบบเหมาะกับรถ และสถานการณ์การใช้งานที่ต่างกัน

หัวชาร์จ EV แบบ AC กับ DC ต่างกันอย่างไร?
ก่อนจะเข้าใจว่าหัวชาร์จ EV มีกี่แบบ ต้องเข้าใจก่อนว่ากระแสไฟ 2 ประเภทนี้ต่างกันอย่างไร เพราะนั่นคือรากฐานของทุกประเภทหัวชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าที่มีอยู่ในปัจจุบัน
การชาร์จแบบ AC (Normal Charge หรือชาร์จช้า)
AC ย่อมาจาก Alternating Current หรือกระแสไฟสลับ ซึ่งเป็นไฟฟ้าชนิดเดียวกับที่ใช้ในบ้านเรือนทั่วไป เมื่อชาร์จแบบ AC กระแสไฟจะเข้าไปที่ On-board Charger ในตัวรถก่อน แล้วจึงแปลงเป็นกระแสตรง (DC) เพื่อเก็บในแบตเตอรี่ ทำให้ความเร็วในการชาร์จขึ้นอยู่กับขนาดของ On-board Charger ในรถด้วย โดยทั่วไปการชาร์จแบบ AC ใช้เวลาประมาณ 6 – 10 ชั่วโมงต่อการชาร์จเต็ม เหมาะกับการชาร์จข้ามคืนที่บ้าน หรือจอดชาร์จที่ทำงานระหว่างวัน
การชาร์จแบบ DC (Quick Charge หรือชาร์จเร็ว)
DC ย่อมาจาก Direct Current หรือกระแสไฟตรง การชาร์จแบบ DC จะส่งกระแสไฟตรงเข้าแบตเตอรี่ได้โดยตรง ไม่ต้องผ่านการแปลงในรถ ทำให้ชาร์จได้รวดเร็วกว่ามาก โดยใช้เวลาเพียง 20 – 45 นาที เพื่อชาร์จจาก 0 ถึง 80% ข้อควรระวังคือการชาร์จ DC บ่อยเกินไปอาจเร่งการเสื่อมสภาพของแบตเตอรี่ได้ในระยะยาว จึงเหมาะกับการเดินทางไกล หรือสถานการณ์ที่ต้องชาร์จด่วน

ประเภทหัวชาร์จ EV มีทั้งหมดกี่แบบ?
ต่อไปนี้คือรายละเอียดหัวชาร์จรถไฟฟ้าทั้ง 6 แบบ พร้อมข้อมูลสำคัญที่ควรรู้สำหรับแต่ละประเภท

กลุ่มหัวชาร์จรถไฟฟ้า AC (สำหรับชาร์จช้า)
สองแบบนี้รองรับเฉพาะไฟ AC ใช้กับการชาร์จที่บ้าน หรือจุดจอดระหว่างวันเป็นหลัก
หัวชาร์จ EV Type 1 (SAE J1772)
Type 1 หรือที่รู้จักกันในชื่อ SAE J1772 เป็นหัวชาร์จมาตรฐานสำหรับ AC ที่พัฒนาโดยสหรัฐอเมริกา มีลักษณะเป็นหัว 5 พิน ใช้กันแพร่หลายในอเมริกาเหนือ และญี่ปุ่น สำหรับในไทย Type 1 พบได้ในรถ EV รุ่นเก่าบางรุ่นที่นำเข้าจากญี่ปุ่น หรือสหรัฐฯ เท่านั้น
- ประเภทไฟ: AC
- กำลังไฟ: สูงสุด 7.2 kW (1 เฟส)
- ใช้ในไทย: น้อยมาก (เฉพาะรถนำเข้ารุ่นเก่า)
- รถที่ใช้: Nissan Leaf (รุ่นแรก) และ Mitsubishi Outlander PHEV (บางรุ่น)

หัวชาร์จ EV Type 2 (IEC 62196 / Mennekes)
Type 2 หรือที่เรียกว่า Mennekes เป็นหัวชาร์จ AC มาตรฐานที่ได้รับการยอมรับกว้างขวางที่สุดในยุโรป และกลายมาเป็นมาตรฐานหลักในประเทศไทยด้วย มีลักษณะ 7 พิน รองรับทั้งระบบ 1 เฟส (สูงสุด 7.4 kW) และ 3 เฟส (สูงสุด 22 kW) รถ EV รุ่นใหม่ที่ขายในไทยแทบทุกยี่ห้อใช้ Type 2 เป็นมาตรฐาน ไม่ว่าจะเป็นรถจากจีน ยุโรป หรือเกาหลี
- ประเภทไฟ: AC
- กำลังไฟ: 3.7 – 22 kW
- ใช้ในไทย: แพร่หลายมาก (มาตรฐานหลัก)
- รถที่ใช้: BYD, MG, Volvo, BMW, Mercedes-Benz, Hyundai, Kia, Neta และแบรนด์อื่น ๆ ส่วนใหญ่

กลุ่มหัวชาร์จรถไฟฟ้า DC (สำหรับชาร์จเร็ว)
อีกสี่แบบที่เหลือใช้กับการชาร์จเร็วตามสถานีสาธารณะ บางแบบรวมช่อง AC และ DC ไว้ในหัวเดียวกัน
หัวชาร์จ EV CCS (Combined Charging System)
CCS แบ่งออกเป็น 2 แบบตามภูมิภาค ได้แก่ CCS1 (ใช้ในอเมริกา) และ CCS2 (ใช้ในยุโรปและไทย) โดย CCS2 คือหัวชาร์จ EV ที่พบได้มากที่สุดตามสถานีชาร์จสาธารณะในประเทศไทย จุดเด่นของ CCS คือการรวมช่องชาร์จ AC แบบ Type 2 และช่องชาร์จ DC เข้าไว้ในหัวเดียวกัน ทำให้รถที่รองรับ CCS2 ชาร์จได้ทั้งแบบ AC และ DC ผ่านพอร์ตเดียว สะดวก และยืดหยุ่นกว่าในทุกสถานการณ์
- ประเภทไฟ: DC
- กำลังไฟ: 50 – 350 kW
- ใช้ในไทย: แพร่หลายมาก (มาตรฐาน DC หลัก)
- รถที่ใช้: BYD, MG, Volvo, BMW, Mercedes-Benz, Hyundai, Kia, Neta และแบรนด์อื่น ๆ ส่วนใหญ่

หัวชาร์จ EV CHAdeMO
CHAdeMO เป็นมาตรฐานชาร์จเร็ว DC จากญี่ปุ่น ชื่อย่อมาจาก “Charge de Move” พบได้ในรถยนต์ไฟฟ้าจากผู้ผลิตญี่ปุ่นรุ่นเก่า ในไทยยังมีสถานีที่รองรับ CHAdeMO อยู่บ้าง แต่จำนวนลดลงเรื่อย ๆ เนื่องจากรถ EV รุ่นใหม่หันมาใช้ CCS2 แทนเกือบทั้งหมด
- ประเภทไฟ: DC
- กำลังไฟ: 50 – 100 kW (ทั่วไป) และสูงสุด 400 kW (CHAdeMO 3.0)
- ใช้ในไทย: มีอยู่บ้าง แต่ลดลงเรื่อยๆ
- รถที่ใช้: Nissan Leaf (รุ่นเก่า) และ Mitsubishi Outlander PHEV

หัวชาร์จ EV GB/T
GB/T เป็นมาตรฐานชาร์จทั้งแบบ AC และ DC ที่กำหนดโดยรัฐบาลจีน ปัจจุบันในไทยยังไม่แพร่หลาย เนื่องจากรถ EV จากจีนที่จำหน่ายในไทยส่วนใหญ่ได้รับการปรับให้รองรับ Type 2 และ CCS2 แทน ทำให้ผู้ใช้งานทั่วไปในไทยแทบไม่ต้องสัมผัสกับ GB/T โดยตรง
- ประเภทไฟ: AC / DC
- กำลังไฟ: สูงสุด 27.7 kW (AC) และ สูงสุด 237.5 kW (DC)
- ใช้ในไทย: ไม่แพร่หลาย
- รถที่ใช้: รถ EV ที่จำหน่ายในตลาดจีนเท่านั้น

หัวชาร์จ EV Tesla / NACS
NACS ย่อมาจาก North American Charging Standard พัฒนาโดย Tesla และกำลังได้รับการยอมรับในสหรัฐอเมริกาและบางแห่งในไทย Tesla ใช้อะแดปเตอร์เพื่อชาร์จผ่าน Type 2 หรือ CCS2 ตามสถานีสาธารณะ ขณะที่สถานี Supercharger ของ Tesla เองก็รองรับการชาร์จความเร็วสูงสำหรับลูกค้า Tesla โดยเฉพาะ ซึ่งยังไม่ใช่มาตรฐานสาธารณะที่ใช้ร่วมกันในไทย
- ประเภทไฟ: AC / DC
- กำลังไฟ: สูงสุด 250 kW (Supercharger V3)
- ใช้ในไทย: เฉพาะ Supercharger ของ Tesla เท่านั้น
- รถที่ใช้: Tesla Model 3, Model Y, Model S และ Model X

หัวชาร์จ EV มาตรฐานที่ใช้จริงในประเทศไทยตอนนี้มีอะไรบ้าง?
แม้ทั่วโลกจะมีหัวชาร์จหลายแบบ แต่ในประเทศไทย ณ ปัจจุบัน หัวชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้งานจริงมีอยู่ 3 แบบหลักที่ควรรู้
AC Type 2
Type 2 เป็นหัวชาร์จ AC มาตรฐานที่รถ EV เกือบทุกรุ่นในไทยใช้ มักแถมมากับรถในรูปแบบสายชาร์จพกพา (ICCB) หรือ Wallbox ที่ติดตั้งที่บ้าน เหมาะกับการชาร์จข้ามคืนและการชาร์จระหว่างวันตามที่ทำงานหรือห้างสรรพสินค้า ด้วยความที่เป็นมาตรฐานแพร่หลาย ทำให้สถานีชาร์จสาธารณะทั่วไทยส่วนใหญ่รองรับ Type 2 ได้เลย
DC CCS2
CCS2 คือหัวชาร์จ DC ที่ได้รับการยอมรับเป็นมาตรฐานหลักของสถานีชาร์จเร็วในไทย ไม่ว่าจะเป็นสถานีตามปั๊มน้ำมัน ห้างสรรพสินค้า หรือจุดพักรถทางหลวง ผู้ให้บริการชาร์จรายใหญ่ๆ ในไทยต่างติดตั้ง CCS2 เป็นหลัก รถ EV รุ่นใหม่ส่วนใหญ่ที่ขายในไทยรองรับ CCS2 ทำให้ชาร์จเร็วได้ทุกที่โดยไม่ต้องกังวลเรื่องความเข้ากันได้
ทั้ง Type 2 และ CCS2 มักอยู่ในพอร์ตชาร์จพอร์ตเดียวกันบนตัวรถ นั่นหมายความว่ารถ EV ส่วนใหญ่ชาร์จได้ทั้งที่บ้าน และตามสถานีชาร์จเร็วสาธารณะโดยไม่ต้องใช้อะแดปเตอร์เพิ่มเติม ทำให้การวางแผนทริปสะดวกยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะขับไปต่างจังหวัด หรือเดินทางข้ามภาค
หากวันไหนวางแผนออกต่างจังหวัดแต่อยากเดินทางสบายๆ โดยไม่ต้องวางแผนจุดชาร์จเอง บริการ GrabCar หรือ JustGrab ก็เป็นอีกตัวเลือกที่ช่วยให้เดินทางได้อย่างไม่มีสะดุด
DC CHAdeMO
CHAdeMO ยังพบได้ตามสถานีชาร์จสาธารณะบางแห่งในไทย แต่จำนวนลดลงเรื่อยๆ เนื่องจากรถใหม่ส่วนใหญ่ไม่รองรับแล้ว หากมีรถที่ใช้ CHAdeMO ควรตรวจสอบสถานีชาร์จล่วงหน้าก่อนออกเดินทาง เพื่อให้แน่ใจว่าสถานีที่ต้องการใช้ยังมีหัวชาร์จประเภทนี้ให้บริการ
รู้ได้ยังไงว่ารถเราใช้หัวชาร์จรถไฟฟ้าแบบไหน และเลือก Home Charger อย่างไร?
หลังจากรู้จักประเภทหัวชาร์จ EV แต่ละแบบแล้ว คำถามต่อไปคือจะรู้ได้อย่างไรว่ารถตัวเองใช้หัวไหน
วิธีเช็กประเภทหัวชาร์จ EV ของรถ
วิธีที่ง่ายที่สุดคือดูจากคู่มือรถหรือเว็บไซต์ผู้ผลิต ซึ่งจะระบุประเภทหัวชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าและกำลังไฟที่รองรับไว้ชัดเจน อีกวิธีหนึ่งคือมองที่ช่องชาร์จบนตัวรถโดยตรง รถ EV ที่รองรับทั้ง AC และ DC มักเห็นช่องชาร์จที่ผสมรูปแบบของ Type 2 อยู่ด้านบน และช่องเสริมสำหรับ DC อยู่ด้านล่าง นอกจากนี้ แอปพลิเคชันของสถานีชาร์จหลายเจ้ายังแสดงข้อมูลว่าหัวชาร์จแต่ละตู้รองรับรถรุ่นใดบ้าง ช่วยให้วางแผนได้ล่วงหน้า
เลือก Home Charger ให้ตรงสเปกรถ
Home Charger หรือ Wallbox คือเครื่องชาร์จที่ติดตั้งไว้ที่บ้านเพื่อใช้ชาร์จ AC แบบสะดวกสบายข้ามคืน เมื่อเลือก Home Charger ควรดูที่กำลังไฟที่รถรับได้ (On-board Charger) เป็นหลัก รถหลายรุ่นในไทยรับไฟ AC ได้สูงสุด 7.4 kW ดังนั้น Wallbox กำลังไฟ 7.4 kW ก็เพียงพอแล้ว หากรถรองรับ 11 หรือ 22 kW ก็สามารถลงทุน Wallbox กำลังสูงขึ้นได้ แต่ต้องตรวจสอบระบบไฟบ้านให้รองรับก่อนเสมอ และควรเลือก Wallbox ที่ใช้หัวชาร์จ EV แบบ Type 2 เพื่อให้มั่นใจว่าเข้ากับรถในไทยได้แน่นอน
ชาร์จนอกบ้านต้องเตรียมอะไร?
สำหรับการชาร์จนอกบ้านหรือระหว่างเดินทาง ควรโหลดแอปพลิเคชันของผู้ให้บริการสถานีชาร์จรายใหญ่ไว้ในมือถือ เพื่อดูจุดชาร์จที่ใกล้ที่สุด และประเภทหัวชาร์จที่มีให้บริการ ก่อนออกเดินทางควรวางแผนจุดชาร์จระหว่างทาง โดยเฉพาะหากขับทางไกลข้ามจังหวัด และควรพกสายชาร์จพกพา (Portable Charger) ติดรถไว้เสมอ เพื่อเป็นตัวเลือกสำรองในกรณีที่หาสถานีชาร์จหลักไม่เจอ
ตารางเปรียบเทียบประเภทหัวชาร์จ EV ทั้งหมด
สรุปหัวชาร์จรถไฟฟ้าทุกประเภทไว้ในตารางเดียว เทียบชนิดไฟ กำลังไฟสูงสุด และความแพร่หลายในไทยได้ในพริบตา (CCS แยกเป็น CCS1 และ CCS2 ตามภูมิภาค จึงมี 7 แถวจาก 6 มาตรฐานหลัก)
| หัวชาร์จ EV | ชนิดไฟ |
กำลังไฟ (สูงสุด) |
ใช้ในไทย | รถที่ใช้ (ตัวอย่าง) |
| Type 1 (SAE J1772) | AC | 7.2 kW | น้อยมาก | Nissan Leaf (รุ่นแรก) และ Mitsubishi PHEV รุ่นเก่า |
| Type 2 (Mennekes) | AC | 22 kW | มาก (มาตรฐานหลัก) | BYD, MG, Volvo, BMW และ Hyundai |
| CCS1 | DC | 350 kW | ไม่ใช้ | รถตลาดอเมริกาเหนือ |
| CCS2 | DC | 350 kW | มาก (มาตรฐานหลัก) | BYD, MG, Volvo, BMW, Hyundai และ Kia |
| CHAdeMO | DC | 100 kW+ | น้อย และลดลงเรื่อยๆ | Nissan Leaf (รุ่นเก่า) และ Mitsubishi Outlander PHEV |
| GB/T | AC/DC | 237.5 kW (DC) | ไม่แพร่หลาย | รถตลาดจีนเท่านั้น |
| Tesla NACS | AC/DC | 250 kW | เฉพาะ Supercharger | Tesla Model 3, Model Y, Model S และ Model X |
เลือกหัวชาร์จให้ถูก ชาร์จรถ EV ได้ทุกที่อย่างมั่นใจ
หัวชาร์จรถไฟฟ้าอาจมองดูซับซ้อนในตอนแรก แต่เมื่อเข้าใจหลักการแล้วก็จะหาข้อสรุปได้ง่าย ๆ ถ้าอยู่ในไทย รถ EV รุ่นใหม่ส่วนใหญ่ใช้ Type 2 สำหรับชาร์จ AC และ CCS2 สำหรับชาร์จ DC เร็ว ซึ่งครอบคลุมสถานีชาร์จสาธารณะส่วนใหญ่ในประเทศแล้ว ส่วนหัวชาร์จ EV ประเภทอื่นอย่าง CHAdeMO, GB/T หรือ NACS ยังมีบทบาทจำกัดในตลาดไทย
สิ่งสำคัญที่สุดก่อนซื้อรถ EV คือตรวจสอบว่ารถที่สนใจรองรับหัวชาร์จแบบใด และวางแผน Home Charger ให้เข้ากับสเปกรถตั้งแต่ต้น เพื่อให้ใช้งานได้คล่องทั้งที่บ้านและนอกบ้าน
สำหรับคนที่ยังอยู่ในช่วงทดลองใช้หรือยังไม่พร้อมซื้อรถ EV เป็นของตัวเอง บริการ GrabCar ในแอป Grab เป็นทางเลือกที่ดีในการสัมผัสประสบการณ์เดินทางด้วยรถยนต์ไฟฟ้า โดยไม่ต้องกังวลเรื่องหัวชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า หรือการดูแลรักษาแม้แต่นิดเดียว เรียกได้ทันทีผ่านแอป Grab
FAQs
Q: รถ EV ที่ซื้อในไทยจำเป็นต้องมี CCS2 เสมอไหม?
A: ไม่จำเป็นเสมอไป รถบางรุ่นที่เน้นชาร์จ AC เท่านั้นอาจมีแค่ Type 2 โดยไม่มีพอร์ต CCS2 แต่รถ EV รุ่นใหม่ส่วนใหญ่ที่วางตลาดในไทยมักรองรับทั้งสองมาตรฐาน ควรตรวจสอบสเปกก่อนตัดสินใจซื้อเสมอ
Q: ชาร์จรถไฟฟ้าที่บ้านด้วยปลั๊กทั่วไปได้ไหม?
A: ได้ในกรณีฉุกเฉิน โดยใช้สายชาร์จพกพา (Portable Charger) ที่แถมมากับรถ เสียบกับเต้ารับ 3 ขา 16 แอมป์ได้เลย แต่ชาร์จได้ช้ามาก ใช้เวลา 15 – 20 ชั่วโมงต่อการชาร์จเต็ม และควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าระบบไฟบ้านรองรับการใช้งานต่อเนื่องระยะยาวได้ก่อน
Q: Type 2 กับ CCS2 เสียบสลับกันได้ไหม?
A: ไม่ได้ เพราะรูปทรงและขนาดของพินต่างกัน ระบบออกแบบมาให้ป้องกันการเสียบผิดประเภทอยู่แล้ว ไม่ต้องกังวลว่าจะเสียบผิด และทำให้หัวชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า หรือตัวรถเสียหาย
Q: ถ้ารถใช้ CHAdeMO จะชาร์จที่สถานี CCS2 ได้ไหม?
A: ไม่สามารถเสียบโดยตรงได้ แต่มีอะแดปเตอร์แปลงบางรุ่นวางจำหน่าย ทว่าหาซื้อได้ยากในไทย และมีราคาสูง ทางที่ดีคือตรวจสอบว่าสถานีชาร์จที่ต้องการใช้มีหัว CHAdeMO หรือไม่ก่อนออกเดินทางทุกครั้ง
Q: ในอนาคตมาตรฐานหัวชาร์จ EV ในไทยจะเปลี่ยนไปไหม?
A: แนวโน้มชัดเจนว่า Type 2 (AC) และ CCS2 (DC) กำลังกลายเป็นมาตรฐานหลักที่ครองตลาดในไทยและทั่วโลก หัวชาร์จ EV อย่าง CHAdeMO และ GB/T มีแนวโน้มลดบทบาทลงเรื่อย ๆ ดังนั้นรถ EV ที่รองรับ Type 2 และ CCS2 จึงเป็นตัวเลือกที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับการใช้งานในไทยระยะยาว