ยุคนี้ใคร ๆ ก็โอนเงินผ่านแอปธนาคารกันแทบทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ที่รับเงินโอนทุกออเดอร์ หรือเจ้าของธุรกิจส่งของที่ใช้ GrabExpress ส่งสินค้าให้ลูกค้า และรับชำระผ่านการโอน คำถามที่หลายคนสงสัยคือ เงินเข้าบัญชีเท่าไหร่ถึงเสียภาษี และโอนเงินกี่ครั้งเสียภาษีกันแน่ บทความนี้รวบรวมคำตอบมาให้แล้ว
เปิดร้านใหม่แล้วต้องส่งของทุกวัน ลอง GrabExpress ดูได้ ส่งเร็ว ของไม่บุบ แล้วที่สำคัญคือมีบันทึกค่าใช้จ่ายเป็นระบบให้เลย ไม่ต้องมานั่งจดเองทีหลัง
Highlight
โอนเงินเข้าออกบ่อย ผิดกฎหมายหรือเปล่า?
คำตอบตรง ๆ คือ ไม่ผิดกฎหมาย การโอนเงินเข้าออกบัญชีบ่อยแค่ไหนก็ไม่ถือเป็นความผิดอาญาแต่อย่างใด แต่ถ้าจำนวนครั้ง หรือยอดรวมเข้าเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ธนาคารมีหน้าที่ต้องส่งข้อมูลธุรกรรมของบัญชีนั้นให้กรมสรรพากรโดยอัตโนมัติ
สิ่งที่สรรพากรสนใจจริง ๆ ไม่ใช่ว่าคุณโอนบ่อยแค่ไหน แต่คือที่มาของเงินถูกต้องตามกฎหมาย และมีการยื่นภาษีครบถ้วนหรือไม่ หากทำธุรกิจถูกต้อง มีหลักฐานรายได้ชัดเจน ก็ไม่มีอะไรต้องกลัว จุดที่ทำให้คนกลัวจริง ๆ ไม่ใช่กฎหมาย แต่คือการไม่รู้ว่าเงินที่เข้ามาก้อนไหนเป็นรายได้บ้าง ซึ่งแก้ได้ด้วยการทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายร้านค้าไว้ตั้งแต่ต้นปี ไม่ใช่มาไล่ย้อนตอนโดนเรียก

ภาษี e-Payment คืออะไร? ธนาคารส่งข้อมูลให้สรรพากรเมื่อไหร่
ภาษี e-Payment (Electronic Payment) คือกฎหมายที่กำหนดให้สถาบันการเงิน ทั้งธนาคารพาณิชย์ และผู้ให้บริการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ ต้องรายงานข้อมูลธุรกรรมของลูกค้าที่เข้าเกณฑ์ไปยังกรมสรรพากร โดยนับรอบปีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคมของทุกปี แล้วนำส่งข้อมูลให้กรมสรรพากรภายในวันที่ 31 มีนาคมของปีถัดไป
กฎหมายนี้ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อเพิ่มภาระให้ใคร แต่เพื่อช่วยให้สรรพากรตรวจสอบได้ว่าผู้มีรายได้ยื่นภาษีครบถ้วนหรือไม่ และเพื่อป้องกันการฟอกเงิน หรือรับเงินจากแหล่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เช่น การพนันออนไลน์ หรือแก๊งสแกมเมอร์
โอนกี่ครั้งถึงเข้าเกณฑ์ e-Payment?
ธนาคารต้องส่งข้อมูลให้สรรพากรเมื่อบัญชีเข้าเงื่อนไขใดเงื่อนไขหนึ่งต่อไปนี้
- มีการฝาก หรือรับโอนเงินตั้งแต่ 3,000 ครั้งต่อปีขึ้นไป นับรวมทุกบัญชีของธนาคารเดียวกัน โดยไม่สนใจว่ายอดรวมทั้งหมดจะน้อยแค่ไหนก็ตาม
- มีการฝาก หรือรับโอนเงินตั้งแต่ 400 ครั้งต่อปีขึ้นไป และมียอดรวมสะสมตลอดปีเกิน 2,000,000 บาท โดยต้องเข้าทั้งสองเงื่อนไขพร้อมกัน
ที่ต้องเข้าใจให้ชัดคือ ถูกส่งข้อมูลไม่เท่ากับต้องจ่ายเพิ่มทันที มันแปลแค่ว่าสรรพากรเห็นธุรกรรมของคุณแล้ว แล้วจะไปเทียบว่ายื่นภาษีตรงกันไหม ส่วนใครที่ยอดขายเริ่มโตจนใกล้ 1.8 ล้านต่อปี มีอีกเรื่องรออยู่ นั่นคือเกณฑ์จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ซึ่งคนละเกณฑ์กับ e-Payment คนละเรื่องกันเลย
ดูตัวอย่างให้เข้าใจขึ้น
เพื่อให้เห็นภาพชัดว่า โอนกี่ครั้งเสียภาษี และเข้าเกณฑ์รายงานไหม ลองดูตัวอย่างต่อไปนี้
- ตัวอย่างที่ 1: เงินเข้า 500 ครั้ง ยอดรวม 1,500,000 บาท = ไม่ถูกส่งข้อมูล เพราะเงินเข้าน้อยกว่า 3,000 ครั้ง และยอดรวมต่ำกว่า 2 ล้านบาท
- ตัวอย่างที่ 2: เงินเข้า 200 ครั้ง ยอดรวม 10,000,000 บาท = ไม่ถูกส่งข้อมูล เพราะจำนวนครั้งน้อยกว่า 400
- ตัวอย่างที่ 3: เงินเข้า 4,000 ครั้ง ยอดรวม 100,000 บาท = ถูกส่งข้อมูล เพราะครั้งเกิน 3,000 แม้ยอดรวมน้อยมาก
- ตัวอย่างที่ 4: เงินเข้า 600 ครั้ง ยอดรวม 3,000,000 บาท = ถูกส่งข้อมูล เพราะครั้งเกิน 400 และยอดรวมเกิน 2 ล้านบาท
ตารางสรุปเกณฑ์ e-Payment
สรุปเกณฑ์ทั้งหมดไว้ในตารางเดียว เช็กได้เลยว่าบัญชีของคุณเข้าข่ายหรือไม่
| จำนวนครั้งต่อปี | ยอดรวมต่อปี | ถูกส่งข้อมูลไหม |
| 3,000 ครั้งขึ้นไป | ไม่จำกัด | ถูกส่งข้อมูล |
| 400 – 2,999 ครั้ง | ตั้งแต่ 2,000,000 บาทขึ้นไป | ถูกส่งข้อมูล |
| 400 – 2,999 ครั้ง | ต่ำกว่า 2,000,000 บาท | ไม่ถูกส่งข้อมูล |
| ต่ำกว่า 400 ครั้ง | ไม่จำกัด | ไม่ถูกส่งข้อมูล |
เงินเข้าบัญชีเท่าไหร่ถึงต้องเสียภาษีจริง ๆ ?
นี่คือหัวใจสำคัญที่ต้องเข้าใจ เพราะการถูกส่งข้อมูลกับการ “ต้องเสียภาษี” เป็นคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง
เงินที่เข้าบัญชีไม่ใช่ทุกบาทที่ถือเป็น “รายได้” ที่ต้องนำไปคิดภาษี ตัวอย่างที่ไม่นับว่าเป็นรายได้ เช่น เงินที่รับโอนคืนจากเพื่อน เงินที่ญาติโอนให้เป็นค่าใช้จ่ายประจำวันในบ้าน หรือเงินต้นที่ถอนจากบัญชีออมทรัพย์แล้วโอนกลับในภายหลัง
ที่ต้องเสียภาษีคือรายได้จริง ๆ ทั้งเงินจากการขายสินค้า ค่าจ้างฟรีแลนซ์ ค่าบริการ หรือรายได้จากธุรกิจ โดยเริ่มเก็บเมื่อรายได้สุทธิหลังหักค่าใช้จ่ายและลดหย่อนครบแล้วยังเกิน 150,000 บาทต่อปี
ตรงคำว่า “หักค่าใช้จ่าย” นี่แหละที่ต่างกันได้เยอะ เพราะเลือกได้ทั้งแบบเหมา 60% และแบบตามจริง อ่านรายละเอียดพร้อมตัวอย่างคำนวณได้ที่ภาษีร้านค้า เปิดร้านออนไลน์ต้องยื่นอะไรบ้าง
สรุปง่าย ๆ สำหรับคำถาม เงินเข้าบัญชีเท่าไหร่ถึงเสียภาษีคือ ขึ้นอยู่กับรายได้สุทธิของคุณ ไม่ใช่ยอดรวมเงินโอนทั้งหมด ต่อให้มีเงินเข้าหลายล้านต่อปี แต่ถ้าเป็นเงินที่ไม่ใช่รายได้และอธิบายที่มาได้ ก็ไม่ต้องเสียภาษีเพิ่ม

พฤติกรรมการเงินแบบไหนที่ “เสี่ยง” ถูกตรวจสอบเป็นพิเศษ?
นอกจากเกณฑ์จำนวนครั้ง และยอดเงินตามกฎ e-Payment แล้ว สรรพากรยังจับตาพฤติกรรมทางการเงินที่ผิดปกติด้วย ได้แก่
- เงินเข้าบัญชีถี่ และผิดปกติมากในช่วงเวลาสั้น ๆ โดยไม่มีเหตุผลทางธุรกิจที่ชัดเจน
- รับโอนจากหลายบัญชีที่ไม่มีความเชื่อมโยงกัน
- มียอดรับโอนสูงกว่ารายได้ที่เคยแจ้งไว้กับสรรพากรอย่างผิดสังเกต
- โอนเงินหมุนเข้าออกระหว่างหลายบัญชีในลักษณะที่ดูเหมือนซ่อนเส้นทางของเงิน
พฤติกรรมเหล่านี้อาจทำให้ถูกตรวจสอบได้ แม้ยังไม่ถึงเกณฑ์ถูกส่งข้อมูล หรือต้องเสียภาษีตามกฎหมาย e-Payment ก็ตาม เพราะสรรพากรมีสิทธิตรวจสอบได้ทุกเมื่อหากพบพฤติกรรมน่าสงสัย ดังนั้นหากรายได้มาจากทางที่ถูกต้องและมีเอกสารพร้อม ก็ไม่จำเป็นต้องกังวล
ถ้าถูกสรรพากรเรียกตรวจสอบ ต้องเตรียมอะไรบ้าง?
หากได้รับหนังสือเรียกตรวจสอบ ไม่ต้องตกใจ เพราะถ้าทำธุรกิจถูกต้องและมีหลักฐานพร้อม กระบวนการนี้จะผ่านไปได้ไม่ยากเลย สิ่งที่ต้องเตรียมมีดังนี้
เอกสารยืนยันตัวตนและรายรับ
บัตรประชาชนสำหรับยืนยันตัวตน พร้อม Statement บัญชีธนาคารหรือสมุดบัญชีย้อนหลังตลอดปี หนังสือรับรองหักภาษี ณ ที่จ่าย 50 ทวิ สัญญาจ้างงานหรือสัญญาซื้อขาย และหลักฐานแสดงที่มาของรายได้ทุกช่องทาง
เอกสารรายจ่าย และสิทธิลดหย่อน
ใบเสร็จค่าใช้จ่ายทางธุรกิจ ทั้งค่าขนส่ง ค่าบรรจุภัณฑ์ ค่าโฆษณา และค่า GP ที่แพลตฟอร์มหักไปจากยอดขาย ตามด้วยเอกสารลดหย่อน เช่น ใบเสร็จเบี้ยประกันชีวิตหรือสุขภาพ ใบยืนยันการลงทุน RMF, Thai ESG หรือ Thai ESGX ใบเสร็จค่าเล่าเรียน และสัญญาต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับธุรกิจ ยิ่งครบ กระบวนการยิ่งจบไว เช่น ใบเสร็จเบี้ยประกันชีวิต หรือสุขภาพ ใบยืนยันการลงทุนในกองทุน RMF, Thai ESG หรือ Thai ESGX ใบเสร็จค่าเล่าเรียน และเอกสารสัญญาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ ยิ่งเตรียมครบเท่าไหร่ กระบวนการตรวจสอบก็ยิ่งเร็ว และราบรื่นมากขึ้นเท่านั้น

วางแผนให้สบายใจ และลดหย่อนภาษีอย่างถูกกฎหมายทำยังไง?
สำหรับบุคคลธรรมดา ให้ใช้สิทธิลดหย่อนที่มีอยู่ให้ครบ ไม่ว่าจะเป็นค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท คู่สมรส บุตร ผู้สูงอายุในครอบครัว รวมถึงการลงทุนในกองทุน RMF, Thai ESG หรือ Thai ESGX เบี้ยประกันชีวิต และสุขภาพ รวมถึงค่าบริจาคให้สถาบันการศึกษา หรือโรงพยาบาลของรัฐ ทั้งหมดนี้ช่วยลดรายได้สุทธิที่ต้องเสียภาษีได้อย่างถูกกฎหมาย
และเมื่อจัดการเรื่องภาษีเรียบร้อยแล้ว ก็ปล่อยให้ Grab ช่วยดูแลความสะดวกในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะส่งสินค้าให้ลูกค้าด้วย GrabExpress เลือกรับสินค้าจากร้านผ่าน GrabMart หรือสั่งอาหารผ่าน GrabFood ให้มีเวลาไปโฟกัสกับสิ่งที่สำคัญกว่าได้เลย
สิ่งที่ “ไม่ควรทำ” เด็ดขาด หากไม่อยากเจอปัญหากับสรรพากรคืออะไร?
ถึงแม้จะเข้าใจแล้วว่าโอนกี่ครั้งเสียภาษี และเกณฑ์เป็นอย่างไร แต่ยังมีพฤติกรรมบางอย่างที่ต้องหลีกเลี่ยงอย่างเด็ดขาด
- การไม่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีถือว่าผิดกฎหมาย แม้รายได้จะยังไม่ถึงเกณฑ์ต้องเสียภาษีก็ควรยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 หรือ ภ.ง.ด.91 ไว้เป็นหลักฐานทุกปี
- การให้ข้อมูลเท็จ หรือแจ้งรายได้ต่ำกว่าความเป็นจริงถือเป็นความผิดทางอาญา มีโทษทั้งค่าปรับ และเบี้ยปรับย้อนหลังที่หนักมาก
- การกระจายเงินไปหลายบัญชีในหลายธนาคารด้วยเจตนาหลบเส้นทางการเงิน ก็เป็นพฤติกรรมที่สรรพากรจับตาเป็นพิเศษและสามารถตรวจพบได้ไม่ยาก
เงินเข้าบัญชีเท่าไหร่ถึงเสียภาษี และโอนกี่ครั้งเสียภาษีบ้าง? รู้ก่อนโดนเรียกปรับ
สรุปให้ตรง ๆ คือ การโอนเงินบ่อยไม่ผิดกฎหมาย แต่ถ้ารับโอนตั้งแต่ 3,000 ครั้งต่อปีขึ้นไป หรือรับโอนตั้งแต่ 400 ครั้งขึ้นไปพร้อมยอดรวมเกิน 2 ล้านบาท ธนาคารจะส่งข้อมูลให้สรรพากรโดยอัตโนมัติ ส่วนคำถามเงินเข้าบัญชีเท่าไหร่ถึงเสียภาษี คำตอบคือขึ้นอยู่กับรายได้สุทธิจริง ๆ หลังหักค่าใช้จ่าย และค่าลดหย่อน ถ้าเกิน 150,000 บาทต่อปีจึงเริ่มเสียภาษี ไม่ใช่ดูจากยอดโอนรวม
ยื่นให้ถูก เก็บหลักฐานให้ครบ วางแผนลดหย่อนไว้แต่เนิ่น ๆ แค่นี้ก็ไม่มีอะไรต้องกังวลแล้ว ใครยังไม่ได้เปิดขายบนแกร็บ ลองดูค่าใช้จ่ายและเอกสารที่ต้องเตรียมก่อนสมัครแกร็บร้านค้าไว้ก่อนได้
ส่วนร้านที่ต้องส่งของอยู่แล้ว GrabExpress มีให้เลือกทั้ง Bike ส่งทันที รถยนต์สำหรับพัสดุขนาดกลาง ไปจนถึง SUV และรถกระบะสำหรับของชิ้นใหญ่ ครบทุกขนาด จบในแอปเดียว
ทั้ง Bike ส่งทันที รถยนต์สำหรับพัสดุขนาดกลาง ไปจนถึง SUV และรถกระบะสำหรับของชิ้นใหญ่ ครบทุกขนาด จบในแอปเดียว
คำถามที่พบบ่อย
Q: ถ้ารับเงินโอนเกิน 3,000 ครั้งต่อปี ต้องเสียภาษีเพิ่มทันทีไหม?
A: ไม่ใช่ การที่ธนาคารส่งข้อมูลให้สรรพากรหมายความว่าสรรพากรได้รับรายงานธุรกรรมของคุณ ไม่ได้แปลว่าต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้นทันที สรรพากรจะตรวจสอบว่ายื่นภาษีถูกต้องครบถ้วนหรือไม่ ถ้าทำถูกต้องอยู่แล้วก็ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด
Q: บัญชีส่วนตัวที่รับโอนเงินจากครอบครัว เข้าเกณฑ์ e-Payment ด้วยไหม?
A: เกณฑ์นับจากจำนวนครั้ง และยอดรวมเงินเข้าทุกบัญชีในธนาคารเดียวกัน โดยไม่แยกว่าเป็นการโอนส่วนตัวหรือธุรกิจ แต่เงินที่ครอบครัวโอนให้ไม่ถือเป็นรายได้ที่ต้องเสียภาษี หากถูกตรวจสอบก็แค่มีหลักฐานยืนยันที่มาของเงินได้
Q: พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ที่รับโอนทุกออเดอร์ ควรเก็บหลักฐานอะไรบ้าง?
A: ควรเก็บ Statement บัญชีรายเดือน ภาพหน้าจอออเดอร์จากแพลตฟอร์มที่ขาย เอกสารการส่งสินค้า และใบเสร็จค่าใช้จ่ายทุกรายการ ร้านที่ขายผ่านแกร็บสบายหน่อย เพราะมีรายงานยอดขายและใบกำกับภาษีส่งเข้าอีเมลให้ทุกวัน ใช้ยืนยันที่มาของรายได้ได้เลย ไม่ต้องมาแคปหน้าจอเก็บเอง
Q: ถ้าใช้หลายธนาคาร ธนาคารแต่ละแห่งนับแยกกันไหม?
A: ใช่ ธนาคารแต่ละแห่งนับ และรายงานแยกกัน แต่สรรพากรจะรับรายงานจากทุกธนาคาร ดังนั้นการกระจายบัญชีเพื่อตั้งใจหลบเกณฑ์อาจถูกมองว่าเป็นพฤติกรรมน่าสงสัย และเสี่ยงถูกตรวจสอบมากขึ้น
Q: ฟรีแลนซ์ที่รับค่าจ้างหลายโปรเจกต์ต่อเดือน ต้องยื่นภาษีแบบไหน?
A: ฟรีแลนซ์ส่วนใหญ่มีรายได้ประเภท 40(2) หรือ 40(6) ต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 ทุกปี และอาจต้องยื่น ภ.ง.ด.94 กลางปีด้วยหากรายได้ถึงเกณฑ์ ควรเก็บสัญญาจ้าง และใบเสร็จค่าใช้จ่ายให้ครบ และหากมีรายได้หลายช่องทางแนะนำให้ปรึกษานักบัญชีเพื่อวางแผนได้ถูกต้อง