เปิดร้านขายของออนไลน์ใหม่ ๆ หลายคนมักโฟกัสกับการขาย ยิงโฆษณา และดีลสินค้า จนลืมนึกถึงเรื่องภาษีร้านค้า ทั้งที่จริงแล้วไม่ว่าจะขายผ่าน Shopee, Facebook, TikTok Shop หรือ LINE OA ถ้ามีรายได้ก็มีหน้าที่ยื่นภาษีทั้งนั้น วันนี้เราได้รวบรวมทุกสิ่งที่พ่อค้าแม่ค้ามือใหม่ต้องรู้ ตั้งแต่ประเภทภาษีที่เกี่ยวข้อง วิธีคำนวณภาษีไปจนถึงขั้นตอนการยื่นภาษีร้านค้าแบบครบจบในที่เดียว
ยิ่งร้านไปได้ดี ออเดอร์เยอะ การส่งของให้ถึงมือลูกค้าทันใจก็สำคัญไม่แพ้เรื่องเอกสาร ใครกำลังหาบริการส่งของอยู่ GrabExpress รับพัสดุไปส่งให้ได้ทั้งชิ้นเล็กชิ้นใหญ่ จะได้มีเวลาไปโฟกัสกับการจัดการร้านและเรื่องภาษีเต็มที่ แถมค่าส่งทุกออเดอร์ยังเก็บเป็นหลักฐานรายจ่ายได้อีก
Highlight
- ภาษีร้านค้าคืออะไร ทำไมถึงต้องเสีย?
- ร้านค้าบุคคลธรรมดาต้องเกี่ยวข้องกับภาษีประเภทไหน?
- ยื่นภาษีร้านค้า ต้องเสียเท่าไหร่?
- หักค่าใช้จ่าย “เหมา 60%” vs “ตามจริง” เลือกแบบไหนดี?
- ตารางเปรียบเทียบวิธีหักค่าใช้จ่ายทั้ง 2 แบบต่างกันยังไงบ้าง?
- ยื่นภาษีร้านค้าบุคคลธรรมดา ยื่นยังไง ยื่นตอนไหน?
- ไม่ยื่น หรือยื่นไม่ครบ เสี่ยงอะไร ควรเตรียมตัวยังไง?

ภาษีร้านค้าคืออะไร ทำไมถึงต้องเสีย?
รายได้จากการขายของออนไลน์ถือเป็น “เงินได้พึงประเมิน” ตามมาตรา 40(8) ของประมวลรัษฎากร ซึ่งหมายความว่าผู้ที่มีรายได้จากการค้าขายทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นร้านออนไลน์ หรือหน้าร้านจริง ล้วนมีหน้าที่ต้องยื่นภาษีร้านค้าตามที่กฎหมายกำหนดโดยไม่มีข้อยกเว้น
ในปัจจุบัน กรมสรรพากรมีระบบเชื่อมต่อกับข้อมูลธุรกรรมทางการเงินตามกฎหมาย e-Payment โดยสถาบันการเงินและผู้ให้บริการ e-Wallet ต้องรายงาน “ธุรกรรมลักษณะเฉพาะ” ให้กรมสรรพากรภายในเดือนมีนาคมของทุกปี เมื่อเข้าเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้
- ฝาก หรือรับโอนเงินรวมทุกบัญชีในสถาบันการเงินเดียวกัน ตั้งแต่ 3,000 ครั้งขึ้นไปต่อปี โดยไม่ดูจำนวนเงิน
- ฝาก หรือรับโอนเงินตั้งแต่ 400 ครั้งขึ้นไปต่อปี และมียอดรวมตั้งแต่ 2 ล้านบาทขึ้นไป (ต้องเข้าทั้ง 2 เงื่อนไขพร้อมกัน)
ร้านค้าบุคคลธรรมดาต้องเกี่ยวข้องกับภาษีประเภทไหน?
พ่อค้าแม่ค้ามือใหม่ที่ยังไม่ได้จดทะเบียนบริษัท มักต้องเกี่ยวข้องกับภาษี 3 ประเภทหลัก ซึ่งแต่ละประเภทมีเกณฑ์ และเงื่อนไขที่แตกต่างกัน รู้ไว้ก่อนจะได้วางแผนได้ถูกต้อง
ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
เป็นภาษีหลักที่ร้านค้าออนไลน์ทุกร้านต้องยื่น โดยนำรายได้จากการขายทั้งหมดในรอบปีมาหักค่าใช้จ่าย และค่าลดหย่อนก่อน แล้วจึงคำนวณภาษีตามอัตราขั้นบันไดที่เริ่มตั้งแต่ 0% ถึง 35% ตามช่วงรายได้สุทธิ
ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)
ร้านค้าบุคคลธรรมดาต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และเรียกเก็บ VAT 7% จากลูกค้า เฉพาะเมื่อมีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปีเท่านั้น หากยังไม่ถึงเกณฑ์ก็ยังไม่จำเป็นต้องจด แต่ต้องคอยติดตามยอดรายได้ให้ดี เพราะเมื่อเกินเกณฑ์ต้องยื่นจดทะเบียนภายใน 30 วัน
ภาษีหัก ณ ที่จ่าย
ภาษีตัวนี้โผล่มาตอนขายให้บริษัทหรือองค์กรที่มีหน้าที่หัก ณ ที่จ่าย เขาจะหักไว้ก่อนจ่ายเงิน แล้วออกใบ 50 ทวิให้ เอาไปใช้เป็นเครดิตลดภาษีตอนปลายปีได้ ร้านที่เป็นนิติบุคคลและขายผ่านแกร็บก็เข้าข่ายเรื่องนี้เหมือนกัน มีรายละเอียดการนำส่งหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายอยู่ในคู่มือร้านค้า ลองอ่านไว้ก่อนจะได้ไม่พลาดกำหนดส่ง ผู้ขายสามารถนำเอกสารนี้ไปใช้เป็นเครดิตภาษีเพื่อลดจำนวนภาษีที่ต้องจ่ายตอนปลายปีได้

ยื่นภาษีร้านค้า ต้องเสียเท่าไหร่?
เมื่อถึงเวลายื่นภาษีร้านค้า สิ่งแรกที่ต้องทำคือคำนวณรายได้สุทธิจากสูตรนี้
เงินได้สุทธิ = รายได้ทั้งปี – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อนส่วนตัว
จากนั้นนำรายได้สุทธิไปคิดภาษีตามอัตราขั้นบันได ดังนี้
- 0 – 150,000 บาท = ได้รับการยกเว้น
- 150,001 – 300,000 บาท: 5%
- 300,001 – 500,000 บาท: 10%
- 500,001 – 750,000 บาท: 15%
- 750,001 – 1,000,000 บาท: 20%
- 1,000,001 – 2,000,000 บาท: 25%
- 2,000,001 – 5,000,000 บาท: 30%
- 5,000,001 บาทขึ้นไป: 35%
ตัวอย่างการคำนวณ
สมมติว่า นางสาว ข มีรายได้จากร้านออนไลน์ 600,000 บาทต่อปี เลือกหักค่าใช้จ่ายแบบเหมา 60% และมีค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท
- รายได้ทั้งปี = 600,000 บาท
- หักค่าใช้จ่าย 60% = 360,000 บาท
- หักค่าลดหย่อน = 60,000 บาท
- รายได้สุทธิ = 180,000 บาท
นำรายได้สุทธิ 180,000 บาท คำนวณภาษีแบบขั้นบันได
- 150,000 บาทแรก: ยกเว้น
- 30,000 บาทที่เหลือ x 5% = 1,500 บาท
ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่ต้องชำระทั้งหมด = 1,500 บาท
หักค่าใช้จ่าย “เหมา 60%” vs “ตามจริง” เลือกแบบไหนดี?
สำหรับร้านค้าประเภทขายสินค้า สรรพากรให้เลือกหักค่าใช้จ่ายได้ 2 วิธี ซึ่งมีข้อดี และข้อเสียต่างกัน พ่อค้าแม่ค้าควรเลือกให้เหมาะกับลักษณะร้านของตัวเอง
1.หักแบบเหมา 60%
วิธีนี้ง่ายที่สุด สรรพากรยอมให้หักค่าใช้จ่ายได้ทันที 60% ของรายได้ โดยไม่ต้องเก็บเอกสารหลักฐานใด ๆ เลย เหมาะสำหรับร้านค้าออนไลน์ที่เพิ่งเริ่มต้น หรือมีต้นทุนสินค้าไม่สูงมาก และยังไม่ได้จัดระบบเก็บเอกสารอย่างเป็นทางการ
2.หักตามจริง
วิธีนี้ต้องเก็บหลักฐานค่าใช้จ่ายจริงให้ครบทุกรายการ ค่าสินค้า ค่าบรรจุภัณฑ์ ค่าโฆษณา ค่าขนส่ง และค่าใช้จ่ายอื่นที่เกี่ยวกับร้านโดยตรง ถ้ารวมกันแล้วเกิน 60% ของรายได้ หักตามจริงจะประหยัดกว่าชัดเจน แลกกับความยุ่งยากที่มากขึ้น
ก้อนที่คนขายเดลิเวอรีลืมนับบ่อยที่สุดคือค่า GP หรือค่าคอมมิชชันจากแพลตฟอร์ม ทั้งที่ถูกหักไปจากยอดขายตั้งแต่ต้นทางแล้ว ส่วนค่าส่งพัสดุผ่าน GrabExpress ทุกออเดอร์ก็มีบันทึกในแอปให้ ดึงมาใช้เป็นหลักฐานได้เลย
จะเลือกทางนี้ให้รอด ต้องมีระบบตั้งแต่ต้นปี ไม่ใช่มานั่งไล่บิลตอนเดือนมีนา ลองดูวิธีทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายร้านค้าประกอบ มี 5 ขั้นตอนที่ทำเองได้ไม่ต้องมีพื้นฐานบัญชี
ตารางเปรียบเทียบวิธีหักค่าใช้จ่ายทั้ง 2 แบบต่างกันยังไงบ้าง?
สรุปความต่างของสองวิธีไว้ในตารางเดียว จะได้เลือกได้ตรงกับร้านตัวเอง ก่อนตัดสินใจ แนะนำให้รู้จุดคุ้มทุนกับต้นทุนจริงของร้านก่อน จะได้รู้ว่าค่าใช้จ่ายจริง
| หัวข้อ | หักเหมา 60% | หักตามจริง |
| ความยุ่งยาก | น้อย ไม่ต้องเก็บเอกสาร | มาก ต้องเก็บหลักฐานทุกรายการ |
| เหมาะกับใคร | ร้านที่ค่าใช้จ่ายไม่สูงมาก | ร้านที่ค่าใช้จ่ายจริงเกิน 60% ของรายได้ |
| ความเสี่ยง | ต่ำ | มีความเสี่ยงหากเอกสารไม่ครบ |
| ช่วยประหยัดภาษี | พอสมควร | ดีกว่าในกรณีที่ต้นทุนสูง |
| ต้องทำบัญชี | ยังต้องทำรายงานเงินสดรับ – จ่ายตามที่สรรพากรกำหนด | จำเป็นต้องทำ |
| สลับวิธีได้ไหม | เลือกวิธีใดวิธีหนึ่งต่อปีภาษี | เลือกวิธีใดวิธีหนึ่งต่อปีภาษี |

ยื่นภาษีร้านค้าบุคคลธรรมดา ยื่นยังไง ยื่นตอนไหน?
การยื่นภาษีร้านค้าบุคคลธรรมดาไม่ได้ยุ่งยากอย่างที่คิด สามารถยื่นได้ทั้งแบบออนไลน์ และเดินทางไปด้วยตัวเอง โดยมีกำหนด และช่องทางดังนี้
ยื่นออนไลน์ผ่านระบบ e-Filing บนเว็บไซต์กรมสรรพากร (https://efiling.rd.go.th/rd-cms/) หรือผ่านระบบ D-MyTax (Digital MyTax) ใช้แบบ ภ.ง.ด. 90 สำหรับผู้ที่มีรายได้หลายประเภท หรือ ภ.ง.ด. 91 สำหรับผู้ที่มีรายได้จากเงินเดือนอย่างเดียว โดยพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ส่วนใหญ่ต้องใช้แบบ ภ.ง.ด. 90 มีกำหนดเวลาดังนี้
- ยื่นออนไลน์ผ่าน e-Filing: ภายในเดือนเมษายนของปีถัดไป
- ยื่นที่สำนักงานสรรพากร: ภายในเดือนมีนาคมของปีถัดไป
นอกจากนี้ยังมีการยื่นภาษีครึ่งปี โดยใช้แบบ ภ.ง.ด. 94 สำหรับรายได้ตามมาตรา 40(8) ยื่นภายในเดือนกันยายนของทุกปี เพื่อช่วยลดภาระที่ต้องจ่ายทีเดียวในช่วงต้นปี และหากร้านจด VAT แล้ว ต้องยื่นแบบ ภ.พ. 30 ทุกเดือนด้วย ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป
ไม่ยื่น หรือยื่นไม่ครบ เสี่ยงอะไร ควรเตรียมตัวยังไง?
หลายคนอาจมองว่า “ยอดขายยังไม่เยอะ คงไม่มีใครตรวจ” แต่ในความเป็นจริง กรมสรรพากรสามารถติดตามบัญชีที่มีธุรกรรมรับเงินสูงผิดปกติได้ไม่ยาก และสามารถเรียกตรวจสอบรายได้ย้อนหลังได้ถึง 5 ปี ผลที่ตามมาหากไม่ยื่นหรือยื่นภาษีร้านค้าไม่ครบ มีดังนี้
- ยื่นช้ากว่ากำหนด โดยทั่วไปยื่นล่าช้าไม่เกิน 7 วัน ปรับ 100 บาท และเกิน 7 วัน ปรับ 200 บาท (สูงสุดไม่เกิน 2,000 บาท) และหากมีภาษีต้องชำระ จะเสียเงินเพิ่มอีก 1.5% ต่อเดือนของภาษีที่ต้องชำระ โดยนับต่อเนื่องจนกว่าจะชำระครบ
- ยื่นไม่ครบหรือแสดงรายได้ผิดพลาด อาจโดนประเมินภาษีย้อนหลัง พร้อมเบี้ยปรับสูงสุด 2 เท่าของภาษีที่ขาดไป และอาจมีโทษทางอาญาหากตั้งใจหลีกเลี่ยง
วิธีเตรียมตัวที่ดีที่สุดไม่ซับซ้อนเลย แยกบัญชีร้านออกจากบัญชีส่วนตัวตั้งแต่วันแรก เก็บสลิปโอนกับใบเสร็จให้ครบตลอดปี แล้วตั้งเตือนตัวเองไว้ก่อนถึงกำหนดยื่น ร้านที่ขายบนแกร็บสบายหน่อย เพราะมีใบกำกับภาษีและรายงานยอดขายส่งเข้าอีเมลให้ทุกวัน ไม่ต้องนั่งรวบรวมเองย้อนหลัง
การเข้าใจเรื่องภาษีร้านค้า ตั้งแต่ต้นถือเป็นก้าวสำคัญของการเป็นเจ้าของร้านออนไลน์ที่ดี ไม่ว่าจะขายผ่านช่องทางไหน รายได้ทุกบาทล้วนมีหน้าที่ต้องแจ้งต่อสรรพากรทั้งนั้น ยิ่งเริ่มวางแผนและเก็บเอกสารไว้แต่เนิ่น ๆ ก็ยิ่งลดความยุ่งยากในช่วงยื่นภาษีได้มาก
พอร้านโต ออเดอร์เพิ่ม การมีพาร์ตเนอร์ขนส่งที่ไว้ใจได้ก็สำคัญไม่แพ้เรื่องเอกสาร GrabExpress รองรับพัสดุทุกขนาด ตั้งแต่ของชิ้นเล็กส่งด้วยมอเตอร์ไซค์แบบทันที ไปจนถึงของใหญ่ที่ต้องใช้รถยนต์หรือ SUV 5 ประตู
อีกเรื่องที่หลายคนไม่รู้ เอกสารภาษีกับบัญชีที่เก็บไว้ครบ ไม่ได้มีประโยชน์แค่ตอนยื่นสรรพากร แต่ยังใช้เป็นหลักฐานตอนขอสินเชื่อขยายกิจการได้ด้วย ปีนี้ทำให้ครบ ปีหน้าขยายร้านได้ง่ายขึ้นเยอะ
ตั้งแต่สินค้าชิ้นเล็กด้วยรถจักรยานยนต์แบบส่งทันที ไปจนถึงสินค้าชิ้นใหญ่ด้วยรถยนต์หรือ SUV (5 ประตู) เพื่อให้พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ทุกคนมีเวลาโฟกัสกับการขายและการจัดการบัญชีได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการส่งสินค้าอีกต่อไป
คำถามที่พบบ่อย
Q: ขายของออนไลน์รายได้ต่อปีเท่าไหร่ถึงต้องยื่นภาษี?
A: ตามกฎหมาย หากมีรายได้เกิน 60,000 บาทต่อปี (กรณีโสด) หรือเกิน 120,000 บาทต่อปี (กรณีมีคู่สมรส) มีหน้าที่ต้องยื่นภาษี แต่ไม่ได้หมายความว่าจะต้องจ่ายภาษีเสมอไป เนื่องจากขึ้นอยู่กับรายได้สุทธิหลังหักค่าใช้จ่าย และค่าลดหย่อนแล้ว
Q: ต้องเก็บเอกสารอะไรบ้างสำหรับการยื่นภาษีร้านค้า?
A: ควรเก็บสลิปโอนเงิน ใบเสร็จขายสินค้า และใบเสร็จค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เช่น ค่าสินค้า ค่าบรรจุภัณฑ์ ค่าขนส่ง ค่าโฆษณา รวมถึงใบ 50 ทวิ หากมีการหักภาษี ณ ที่จ่ายจากลูกค้าองค์กร เก็บไว้ให้ครบตลอดทั้งปี
Q: ถ้าจ่ายภาษีทีเดียวไม่ไหว ขอผ่อนชำระได้ไหม?
A: ได้ กรมสรรพากรเปิดให้ผ่อนชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ 3 งวดเท่า ๆ กัน โดยไม่คิดดอกเบี้ย สำหรับผู้ที่มีภาษีต้องชำระตั้งแต่ 3,000 บาทขึ้นไป ยื่นออนไลน์ก็ขอผ่อนผ่านเว็บไซต์สรรพากรได้เลย แต่สิทธิ์นี้ใช้ได้เฉพาะกรณียื่นแบบภายในกำหนดเท่านั้น ถ้ายื่นล่าช้าจะหมดสิทธิ์ผ่อนทันที
Q: ขายของออนไลน์หลายช่องทางพร้อมกัน ต้องรวมรายได้ทุกที่ไหม?
A: ใช่ ต้องเอารายได้จากทุกช่องทางมารวมกัน ทั้ง Shopee, Lazada, Facebook, TikTok Shop, LINE OA รวมถึงยอดขายผ่าน GrabFood และ GrabMartด้วย เพราะสรรพากรดูจากรายได้รวมทั้งปีของบุคคลนั้น ไม่ได้แยกเป็นรายแพลตฟอร์ม
Q: ถ้าขายของออนไลน์ควบคู่กับงานประจำ ต้องยื่นภาษีอย่างไร?
A: ต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด. 90 โดยแสดงรายได้ทั้ง 2 ส่วนในแบบเดียวกัน รายได้จากงานประจำเป็นเงินได้ประเภทที่ 1 (มาตรา 40(1)) และรายได้จากร้านออนไลน์เป็นเงินได้ประเภทที่ 8 (มาตรา 40(8) แล้วหักค่าใช้จ่าย และค่าลดหย่อนรวมกันก่อนคำนวณภาษี