ไม่ว่าจะเพิ่งเปิดกิจการ เป็นฟรีแลนซ์ที่งานเข้าไม่หยุด หรือเจ้าของร้านที่ยอดออเดอร์จาก GrabFood และ GrabMartพุ่งจนรายได้เริ่มโต สิ่งที่ตามมาพร้อมความสำเร็จคือภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ที่หลายคนเคยได้ยินมานาน แต่น้อยคนรู้จริงว่ามันคืออะไร
สิ่งที่ตามมาพร้อมความสำเร็จนั้นคือภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ซึ่งหลายคนต้องเคยได้ยินมานานแล้ว แต่น้อยคนที่จะรู้ว่าจริง ๆแล้ว ภาษีมูลค่าเพิ่ม คืออะไร และในฐานะผู้ประกอบการที่มีรายได้ก็มักจะเกิดคำถามขึ้นมาว่า ถึงเวลาที่ต้องจด VAT แล้วหรือยัง
บทความนี้รวบรวมทุกเรื่องที่ต้องรู้เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม ตั้งแต่นิยาม เมื่อไหร่ที่ต้องจดภาษีมูลค่าเพิ่ม วิธีคำนวณ ไปจนถึงขั้นตอนการจดทะเบียน เพื่อให้ผู้ประกอบการทุกคนเดินหน้าธุรกิจได้อย่างถูกต้อง และมั่นใจ
Highlight
- ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) คืออะไร ทำไมผู้ประกอบการทุกคนต้องรู้?
- ภาษีซื้อ vs ภาษีขาย ต่างกันอย่างไร?
- ใครบ้างที่ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม?
- การนับรายได้ 1.8 ล้านบาท ที่หลายคนเข้าใจผิด
- กิจการประเภทใดได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มบ้าง?
- วิธีคำนวณ VAT ฉบับเข้าใจง่าย ทำยังไง?
- จดทะเบียน VAT ที่ไหน ต้องเตรียมเอกสารอะไรบ้าง?
- หลังจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเสร็จแล้ว ต้องทำอะไรบ้าง?
- ไม่จด หรือไม่ยื่น VAT มีโทษอะไรบ้าง?
- ออกจากระบบ VAT ได้ไหม และทำอย่างไร?

ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) คืออะไร? ทำไมผู้ประกอบการทุกคนต้องรู้
VAT (Value Added Tax) หรือในภาษาไทยเรียกว่า ภาษีมูลค่าเพิ่ม เป็นภาษีทางอ้อมที่รัฐบาลเรียกเก็บจากมูลค่าสินค้า และบริการในทุกขั้นตอนของการผลิต และจำหน่าย ไม่ว่าจะเป็นสินค้าในประเทศ หรือสินค้านำเข้า
ปัจจุบันภาษีมูลค่าเพิ่ม คือ ภาษีที่จัดเก็บในอัตรา 7% ของมูลค่าสินค้า หรือบริการนั้น (ตามกฎหมายกำหนดไว้ที่ 10% แต่มีการลดชั่วคราวมาอย่างต่อเนื่อง) โดยผู้ประกอบการที่จดทะเบียนแล้วมีหน้าที่เรียกเก็บ VAT จากลูกค้า แล้วนำส่งให้กรมสรรพากรภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป
สิ่งที่ต้องเข้าใจให้ชัดคือ VAT คือภาษีที่ผู้ประกอบการเก็บ “แทน” รัฐบาล ไม่ใช่รายได้ หรือต้นทุนของกิจการ เมื่อขายสินค้าราคา 100 บาท ราคารวม VAT จะอยู่ที่ 107 บาท โดยที่ 7 บาทนั้นต้องนำส่งสรรพากร ไม่ใช่กำไรของร้าน
ภาษีซื้อ vs ภาษีขาย ต่างกันอย่างไร?
ก่อนจะเข้าใจวิธีคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มได้ ต้องรู้จักคำศัพท์สำคัญ 2 คำนี้ก่อน นั่นคือ
1.ภาษีซื้อ (Input Tax)
ภาษีซื้อคือ VAT ที่เราจ่ายออกไปตอนซื้อสินค้าหรือวัตถุดิบจากซัพพลายเออร์ที่จด VAT แล้ว ซื้อของมาขายต่อ 100 บาท จ่าย VAT ไป 7 บาท เจ็ดบาทนี้แหละคือภาษีซื้อ เอามาหักออกจากภาษีขายได้
จุดที่ร้านเดลิเวอรีพลาดกันเยอะ คือลืมว่าค่า GP ที่แพลตฟอร์มหักไปก็มี VAT อยู่ในนั้นด้วย ร้านที่จด VAT แล้วสามารถนำมาเป็นภาษีซื้อได้ ซึ่งแกร็บออกใบกำกับภาษีให้ทุกวันผ่านอีเมลอยู่แล้ว ไม่ต้องไปตามขอทีหลัง แค่หลายร้านไม่เคยเปิดอ่าน
2.ภาษีขาย (Output Tax)
ภาษีขายคือ VAT ที่ผู้ประกอบการเรียกเก็บจากลูกค้าทุกครั้งที่มีการขายสินค้า หรือให้บริการ โดยต้องออกใบกำกับภาษี (Tax Invoice) เป็นหลักฐานทุกครั้ง ยอดภาษีขายที่ได้รับมานี้คือเงินที่ต้องนำส่งสรรพากร ไม่ใช่เงินที่เก็บไว้เอง

ใครบ้างที่ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม?
กฎหมายกำหนดกลุ่มผู้มีหน้าที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ 4 กลุ่มหลัก ดังนี้
-
รายรับเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี
ถ้ารายรับจากการขายสินค้าหรือให้บริการรวมกันเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องยื่น ภ.พ.01 ภายใน 30 วันนับจากวันที่เกินเกณฑ์ เป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลก็เหมือนกันหมด (VAT เป็นแค่ภาษีตัวหนึ่งที่ร้านต้องเจอ ใครอยากเห็นภาพรวมทั้งหมด ลองอ่านภาษีร้านค้าที่พ่อค้าแม่ค้าต้องยื่นมีอะไรบ้างควบคู่กัน ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดา หรือนิติบุคคลก็ตาม
-
เตรียมการเปิดกิจการล่วงหน้า
ผู้ที่ยังไม่ได้เปิดขายจริง แต่มีหลักฐานแสดงการเตรียมการ เช่น กำลังก่อสร้างโรงงาน ติดตั้งเครื่องจักร หรือก่อสร้างอาคารสำนักงาน สามารถยื่นจดทะเบียนล่วงหน้าได้ไม่เกิน 6 เดือนก่อนวันเปิดกิจการจริง
-
ผู้ประกอบการต่างชาติที่มีตัวแทนในไทย
ธุรกิจจากต่างประเทศที่เข้ามาขายสินค้า หรือให้บริการในไทยผ่านตัวแทน ตัวแทนในไทยนั้นต้องรับผิดชอบดำเนินการจดทะเบียน VAT คือหน้าที่ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
-
สมัครใจจดแม้ไม่ถึงเกณฑ์
ผู้ประกอบการที่รายรับยังไม่เกิน 1.8 ล้านบาท แต่ต้องการสิทธิขอคืนภาษีซื้อ หรืออยากเพิ่มความน่าเชื่อถือในการทำธุรกิจกับบริษัทขนาดใหญ่ที่ต้องการใบกำกับภาษี สามารถแจ้งความประสงค์สมัครใจจดทะเบียนได้เลย
การนับรายได้ 1.8 ล้านบาท ที่หลายคนเข้าใจผิด
หลายคนเข้าใจว่าต้องเอารายได้ทุกทางมากองรวมกัน ซึ่งไม่ใช่ทั้งหมด มีรายละเอียดที่ควรรู้อยู่พอสมควร แต่ก่อนอื่นเลย คุณต้องรู้ตัวเลขรายรับของร้านตัวเองแบบเป๊ะ ๆ ก่อน ไม่ใช่กะเอา เพราะพลาดไป 30 วันคือเข้าข่ายผิดกฎหมายทันที ใครยังไม่ได้จัดระบบ เริ่มจากวิธีทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายร้านค้าก่อนได้เลย
- ให้นับเฉพาะรายได้ที่ต้องเสีย VAT เท่านั้น รายได้ที่ได้รับยกเว้นอย่างเช่นเงินเดือน หรือดอกเบี้ยเงินฝาก ไม่ถูกนับรวมในการคำนวณ ตัวอย่างเช่น นาย A มีเงินเดือน 2 ล้านบาทต่อปี แต่มีรายได้จากขายสินค้าออนไลน์อีก 1 ล้านบาท แบบนี้ยังไม่ถึงเกณฑ์ที่ต้องจดทะเบียน
- บุคคลธรรมดาก็ต้องจดหากรายได้จากการขายสินค้า หรือให้บริการเกินเกณฑ์ กฎหมายไม่ได้ยกเว้นให้เฉพาะนิติบุคคล
- หากสามีภรรยาทำธุรกิจร่วมกัน รายได้จะถูกนับรวมกัน สรรพากรมองว่าเป็น “ห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคล”
- ธุรกิจที่มีหลายสาขาแต่เป็นเจ้าของเดียวกัน ต้องนับรายได้รวมกันทุกสาขา ไม่สามารถแยกนับเพื่อหลีกเลี่ยงเกณฑ์ได้
กิจการประเภทใดได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มบ้าง?
ไม่ใช่ทุกธุรกิจที่ต้องอยู่ในระบบ VAT ตามที่กฎหมายกำหนดประเภทกิจการที่ได้รับยกเว้นไว้ ได้แก่
- การขายพืชผลทางการเกษตร สัตว์ทั้งมีชีวิตและไม่มีชีวิต ปุ๋ย ปลาป่น อาหารสัตว์ ยาหรือเคมีภัณฑ์ที่ใช้สำหรับพืชหรือสัตว์
- การขายหนังสือพิมพ์ นิตยสาร ตำราเรียน
- การให้บริการขนส่งในราชอาณาจักร และการขนส่งระหว่างประเทศที่ไม่ใช่ทางอากาศยาน หรือเรือเดินทะเล
- การให้บริการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงทางท่อในประเทศ
- การให้บริการการศึกษาของสถานศึกษา และการให้บริการรักษาพยาบาลของสถานพยาบาลตามกฎหมาย
- การให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ และการให้บริการตามสัญญาจ้างแรงงาน
- การให้บริการห้องสมุด พิพิธภัณฑ์ สวนสัตว์ และการจัดแข่งขันกีฬาสมัครเล่น
นอกจากนี้ผู้ประกอบการที่รายรับไม่เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปีก็ได้รับยกเว้นเช่นกัน แต่มีสิทธิสมัครใจจดทะเบียนได้หากต้องการ
วิธีคำนวณ VAT ฉบับเข้าใจง่าย ทำยังไง?
สูตรหลักของ VAT คือ ภาษีขาย – ภาษีซื้อ = ภาษีที่ต้องนำส่ง (หรือยอดที่ขอคืนได้) มีอยู่ 2 กรณีที่เกิดขึ้นได้
- กรณีที่ 1 ภาษีขายมากกว่าภาษีซื้อ: ผู้ประกอบการต้องนำส่วนต่างไปชำระกรมสรรพากร
ตัวอย่างการคำนวณ VAT แบบต้องจ่าย
-
- บริษัท X ซื้อสินค้ามา ราคา 50,000 บาท ถูกเก็บ VAT 7% = 3,500 บาท (ภาษีซื้อ)
- ขายสินค้าออกไปในราคา 80,000 บาท เรียกเก็บ VAT 5,600 บาท (ภาษีขาย)
- ภาษีที่ต้องนำส่ง = 5,600 – 3,500 = 2,100 บาท
- กรณีที่ 2 ภาษีขายน้อยกว่าภาษีซื้อ: ผู้ประกอบการสามารถขอคืนส่วนต่างเป็นเงินสด หรือยกยอดเป็นเครดิตภาษีไปใช้ในเดือนถัดไปได้
ตัวอย่างการคำนวณ VAT แบบได้คืน
-
- บริษัท Y ซื้อเครื่องจักรใหม่ราคา 200,000 บาท จ่าย VAT 7% = 14,000 บาท (ภาษีซื้อ)
- แต่เดือนเดียวกันมียอดขายเพียง 60,000 บาท เรียกเก็บ VAT 7% = 4,200 บาท (ภาษีขาย) ผลลัพธ์ = 4,200 – 14,000 = ติดลบ 9,800 บาท
- บริษัท Y ไม่ต้องชำระภาษีเดือนนั้น และมีเครดิตภาษี 9,800 บาทที่ขอคืนหรือยกยอดไปได้
จดทะเบียน VAT ที่ไหน ต้องเตรียมเอกสารอะไรบ้าง?
การจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มคือ ขั้นตอนที่ทำได้ 2 ช่องทาง ได้แก่ ยื่นออนไลน์ที่เว็บไซต์กรมสรรพากร หรือไปยื่นด้วยตนเองที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่ที่สถานประกอบการตั้งอยู่
เอกสารหลักที่ต้องเตรียม
- แบบคำขอจดทะเบียน (ภ.พ.01) จำนวน 3 ชุด
- สำเนาบัตรประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านของเจ้าของกิจการหรือกรรมการ
- เอกสารแสดงสถานที่ประกอบการ เช่น สัญญาเช่าหรือโฉนดที่ดิน
- ภาพถ่ายสถานประกอบการและแผนที่ตั้งโดยสังเขป
- หนังสือรับรองนิติบุคคล (กรณีเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วน)
- หนังสือมอบอำนาจพร้อมอากรแสตมป์ 10 บาท (กรณีให้ผู้อื่นดำเนินการแทน)
เอกสารเยอะขนาดนี้ วันไปยื่นจริงคงไม่อยากมาวนหาที่จอดอีก เรียก JustGrab หรือ GrabCar ไปส่งถึงหน้าสำนักงานสรรพากรพื้นที่เลยก็ได้ สะดวกกว่าเยอะ

หลังจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเสร็จแล้ว ต้องทำอะไรบ้าง?
เมื่อจดทะเบียนแล้ว ผู้ประกอบการมีหน้าที่ 3 ข้อที่ต้องทำอย่างสม่ำเสมอ
1.เรียกเก็บ VAT และออกใบกำกับภาษี
ทุกครั้งที่ขายสินค้าหรือให้บริการ ต้องเรียกเก็บ VAT 7% จากลูกค้าและออกใบกำกับภาษีเป็นหลักฐาน ทั้งสำหรับลูกค้าบุคคลธรรมดาและลูกค้านิติบุคคล
2.จัดทำรายงาน 3 ชุด
รายงานภาษีซื้อ รายงานภาษีขาย และรายงานสินค้าและวัตถุดิบ กรมสรรพากรกำหนดให้ทำทุกเดือน ฟังดูเยอะ แต่ถ้ามีระบบบัญชีที่เดินอยู่แล้วก็ไม่หนักเท่าไหร่ ร้านที่ขายบนแกร็บดึงข้อมูลจากรายงานการเงินและใบกำกับภาษีในระบบร้านค้ามาลงได้เลย ไม่ต้องคีย์ใหม่ทีละบิล
3.ยื่นแบบ ภ.พ.30 ทุกเดือน
ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไปทุกเดือน ไม่ว่าเดือนนั้นจะมียอดขายหรือไม่ก็ตาม สามารถยื่นออนไลน์ผ่าน e-Filing ได้โดยไม่ต้องเดินทาง
ไม่จด หรือไม่ยื่น VAT มีโทษอะไรบ้าง?
ผู้ประกอบการที่รายรับเกินเกณฑ์แต่ไม่ยอมจดทะเบียน ภาษีมูลค่าเพิ่ม คืออะไรที่ตามมาหากถูกตรวจพบ มีดังนี้
- โทษทางอาญา จำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 5,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- เบี้ยปรับ 2 เท่าของภาษีที่ต้องชำระในแต่ละเดือน
- เงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือนของภาษีที่ค้างชำระนับตั้งแต่วันครบกำหนด
- ภาษีย้อนหลัง ต้องชำระ VAT ย้อนหลังนับตั้งแต่วันแรกที่รายรับเกินเกณฑ์ โดยสรรพากรถือว่าราคาสินค้าที่ขายไปนั้นรวม VAT อยู่แล้ว
ออกจากระบบ VAT ได้ไหม และทำอย่างไร?
สามารถออกจากระบบได้ หากกิจการมีรายรับต่ำกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปี ติดต่อกันไม่น้อยกว่า 3 ปี โดยยื่นคำขอถอนทะเบียน (แบบ ภ.พ.08) ต่อกรมสรรพากรแล้วรอการพิจารณาอนุมัติ ซึ่งการถอนจะมีผลก็ต่อเมื่อกรมสรรพากรอนุมัติเท่านั้น ไม่สามารถถอนได้ด้วยตนเองฝ่ายเดียว
ภาษีมูลค่าเพิ่ม คืออะไร? ตอนนี้น่าจะชัดเจนขึ้นแล้วว่าคือภาษี 7% ที่ผู้ประกอบการเรียกเก็บแทนรัฐบาลจากทุกการซื้อขายสินค้าและบริการ ไม่ว่าธุรกิจประเภทใด เมื่อรายรับแตะ 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียนภายใน 30 วัน เพื่อทำให้ถูกกฎหมาย เลี่ยงบทลงโทษที่หนักกว่าที่คิด และเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กิจการในระยะยาว
อีกเรื่องที่คนเพิ่งเข้าระบบมักไม่ได้เตรียมใจไว้ พอต้องบวก 7% เข้าไปในราคา จะเลือกแบกเองหรือส่งต่อให้ลูกค้าก็กระทบยอดขายทั้งคู่ ตรงนี้ควรคิดล่วงหน้า ลองดูกลยุทธ์การตั้งราคาขายประกอบก่อนวันที่ VAT มีผลจริง
คำถามที่พบบ่อย
Q: ภาษีมูลค่าเพิ่ม ใครที่แบกรับภาระจริง ๆ ?
A: ในทางกฎหมาย ผู้ประกอบการมีหน้าที่เรียกเก็บและนำส่ง แต่ผู้ที่แบกรับภาระจริงคือผู้บริโภคปลายทาง เพราะราคาสินค้าได้รวม VAT 7% ไว้แล้ว VAT คือภาษีที่ผู้ซื้อจ่ายผ่านมือผู้ประกอบการก่อนส่งต่อให้รัฐบาล
Q: ภาษีมูลค่าเพิ่ม คืออะไร ต่างจากภาษีหัก ณ ที่จ่ายอย่างไร?
A: VAT คิดจากมูลค่าสินค้าหรือบริการในอัตรา 7% ของทุกการซื้อขาย ส่วนภาษีหัก ณ ที่จ่ายคือภาษีที่ผู้จ่ายเงินหักไว้จากยอดก่อนโอนให้ผู้รับ กลไกคนละแบบ แต่ต้องนำส่งสรรพากรเหมือนกัน ร้านที่เป็นนิติบุคคลและขายผ่านแกร็บจะเจอทั้งสองตัว มีรายละเอียดการนำส่งหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายแยกไว้ในคู่มือร้านค้าแล้ว
Q: รายได้จากหลายช่องทาง ต้องนับรวมกันเมื่อไรถึงต้องจด VAT?
A: นับเฉพาะรายได้จากกิจกรรมที่ต้องเสีย VAT เท่านั้น หากมีรายได้หลายทาง เช่น รายได้จากการขายสินค้าออนไลน์ รับจ้างทำงาน และให้เช่าสินทรัพย์ ต้องพิจารณาว่าแต่ละรายได้อยู่ในระบบ VAT หรือได้รับยกเว้น แล้วนับรวมเฉพาะส่วนที่ต้องเสีย VAT
Q: จดทะเบียน VAT แล้วขายสินค้าให้บุคคลทั่วไปต้องออกเอกสารอะไร?
A: ต้องออกใบกำกับภาษีให้ลูกค้าทุกรายทุกครั้ง โดยรูปแบบมาตรฐานคือใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป ส่วนใบกำกับภาษีอย่างย่อออกได้เฉพาะผู้ประกอบการที่ทำกิจการค้าปลีก หรือให้บริการรายย่อยแก่คนจำนวนมากตามมาตรา 86/6 เช่น ร้านสะดวกซื้อ ร้านอาหาร ปั๊มน้ำมัน กิจการอื่นต้องขออนุมัติจากอธิบดีก่อน ทั้งนี้ ผู้ซื้อไม่สามารถนำใบกำกับภาษีอย่างย่อไปใช้หักภาษีซื้อได้ ถ้าลูกค้าขอใบเต็มรูปจึงต้องออกให้
Q: ถ้าภาษีซื้อมากกว่าภาษีขาย สามารถขอคืนเงินได้เลยไหม?
A: ได้ โดยมี 2 ทางเลือก คือขอคืนเป็นเงินสดซึ่งต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบของสรรพากร หรือยกยอดเครดิตภาษีไปหักจากภาษีขายในเดือนถัด ๆ ไปจนกว่าจะหมด วิธีหลังนิยมกว่าเพราะสะดวกและรวดเร็ว