เขื่อนขุนด่านปราการชลเป็นเขื่อนคอนกรีตบดอัดที่ยาวที่สุดในโลก ตั้งอยู่ที่ตำบลหินตั้ง อำเภอเมืองนครนายก ห่างจากกรุงเทพฯ เพียงราวสองชั่วโมง จุดที่ทำให้ที่นี่ต่างจากเขื่อนอื่นคือขับรถขึ้นไปบนสันเขื่อนได้โดยตรง แล้วมองเห็นอ่างเก็บน้ำกับแนวเขาใหญ่อยู่ด้านหนึ่ง และที่ราบนครนายกอีกด้านหนึ่งในเวลาเดียวกัน
บทความนี้จะพาคุณรู้จักเขื่อนแห่งนี้ให้ครบทุกมุม ตั้งแต่ที่มาของโครงการ สิ่งที่ควรดูบนสันเขื่อน กิจกรรมในอ่างเก็บน้ำ ไปจนถึงช่วงเวลาที่เหมาะสมและสิ่งที่ควรเตรียม เพื่อให้ผู้ที่วางแผนไปเขื่อนขุนด่านปราการชลเตรียมตัวได้ครบตั้งแต่ก่อนออกจากบ้าน
Highlight
- ทำไมเขื่อนขุนด่านถึงเป็นเขื่อนที่ควรมาเห็นสักครั้ง
- บนสันเขื่อนขุนด่านมีอะไรให้ชมบ้าง
- กิจกรรมในอ่างเก็บน้ำและลำน้ำใต้เขื่อน มีอะไรบ้าง
- ช่วงเวลาไหนเหมาะกับการไปเขื่อนขุนด่านมากที่สุด
- ไปเขื่อนขุนด่านปราการชลอย่างไรให้สะดวก
- เตรียมตัวอย่างไรก่อนไปเขื่อนขุนด่าน
- มีอีเวนต์ไหนน่าลองสำหรับคนที่มาเขื่อนขุนด่าน
ทำไมเขื่อนขุนด่านถึงเป็นเขื่อนที่ควรมาเห็นสักครั้ง

เหตุผลสำคัญคือขนาดของโครงสร้างและวิธีการก่อสร้างที่ไม่เหมือนเขื่อนทั่วไปในประเทศ
เขื่อนแห่งนี้สร้างด้วยวิธีคอนกรีตบดอัด ซึ่งใช้คอนกรีตแห้งเทเป็นชั้นแล้วบดทับให้แน่นแทนการเทคอนกรีตเหลวแบบที่คุ้นเคย ทำให้ตัวเขื่อนเป็นแท่งคอนกรีตทึบตันทั้งก้อนและใช้เวลาก่อสร้างน้อยกว่า ผลที่ได้คือสันเขื่อนยาว 2,790 เมตร สูง 93 เมตร และเก็บน้ำได้ 224 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งทำให้ขุนด่านปราการชลเป็นเขื่อนคอนกรีตบดอัดที่ยาวที่สุดในโลก
อีกด้านหนึ่งที่ทำให้ที่นี่มีความหมายมากกว่าสถิติ คือที่มาของโครงการ เขื่อนสร้างขึ้นตามแนวพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 เพื่อแก้ปัญหาสองอย่างที่นครนายกเผชิญมานาน คือน้ำท่วมในฤดูฝนและดินเปรี้ยวที่ทำให้เพาะปลูกได้ยาก การเก็บน้ำจากภูเขาไว้แล้วปล่อยตามจังหวะจึงเปลี่ยนสภาพพื้นที่เกษตรทั้งจังหวัดไปอย่างถาวร ผู้ที่มาเยือนแล้วเข้าใจเรื่องนี้ก่อน มักมองสิ่งที่เห็นตรงหน้าต่างออกไปจากการมาถ่ายรูปเฉย ๆ
บนสันเขื่อนขุนด่านมีอะไรให้ชมบ้าง
พื้นที่บนตัวเขื่อนและเชิงเขื่อนคือส่วนที่ผู้มาเยือนใช้เวลามากที่สุด และเดินกับขับรถต่อกันได้ในระยะไม่กี่ร้อยเมตร
เขื่อนเปิดให้เข้าชมทุกวันตั้งแต่หกโมงเช้าถึงหกโมงเย็น โดยมีจุดตรวจก่อนขึ้นสันเขื่อน ผู้ที่มาถึงหลังห้าโมงเย็นจึงอาจไม่ทันได้ขับขึ้นไป ดูเส้นทางได้ที่ Google Maps
ขับรถบนสันเขื่อนยาวเกือบสามกิโลเมตร

สันเขื่อนเปิดให้ขับรถขึ้นไปได้ตลอดความยาว ซึ่งเป็นสิ่งที่เขื่อนขนาดใหญ่หลายแห่งไม่อนุญาต ระหว่างขับจะเห็นผืนน้ำในอ่างอยู่ด้านหนึ่ง และมองลงไปเห็นที่ราบนครนายกกับหมู่บ้านเบื้องล่างอีกด้านหนึ่ง ผิวคอนกรีตที่เห็นเป็นชั้น ๆ ตลอดแนวคือร่องรอยของการก่อสร้างแบบบดอัดทีละชั้น ซึ่งเป็นรายละเอียดที่หลายคนขับผ่านไปโดยไม่ทันสังเกต ควรลงทะเบียนที่จุดตรวจก่อนขึ้นและขับด้วยความเร็วต่ำตามที่กำหนด
จุดชมวิวและมุมถ่ายรูปที่ดีที่สุด

ตลอดสันเขื่อนมีลานจอดรถและจุดชมวิวจัดไว้เป็นระยะ มุมที่ให้ภาพดีที่สุดคือช่วงกลางสันซึ่งมองเห็นอ่างเก็บน้ำเต็มผืนโดยมีแนวเขาใหญ่เป็นฉากหลังไม่มีอะไรบัง ในวันที่ลมสงบผิวน้ำจะนิ่งจนสะท้อนเงาภูเขาได้ชัด
อีกมุมที่มักถูกมองข้ามคือการลงมายืนที่สวนพักผ่อนเชิงเขื่อนแล้วมองย้อนขึ้นไป จากตรงนั้นจะเห็นตัวเขื่อนทั้งแนวและรู้สึกถึงขนาดของโครงสร้างได้ชัดกว่าการยืนอยู่ข้างบน บริเวณเชิงเขื่อนจัดเป็นลานหญ้ากว้างพร้อมไม้ใหญ่และศาลาให้นั่งพัก ผู้คนจึงนิยมปูเสื่อกินข้าวและให้เด็กวิ่งเล่นหลังลงจากสันเขื่อน ช่วงเช้าหรือเย็นเป็นเวลาที่ควรอยู่บนสันมากที่สุด เพราะกลางวันไม่มีร่มเงาเลย
อาคารระบายน้ำล้นที่เห็นได้เฉพาะปลายฤดูฝน

โครงสร้างส่วนนี้ทำหน้าที่ระบายน้ำส่วนเกินออกจากอ่างเมื่อระดับน้ำสูงเกินกำหนด ในช่วงปลายฤดูฝนที่น้ำเต็มอ่าง จะได้เห็นน้ำไหลผ่านอาคารนี้ลงสู่ลำน้ำเบื้องล่างเป็นสายใหญ่จนได้ยินเสียงตั้งแต่บนสันเขื่อน ซึ่งเป็นภาพที่หาดูไม่ได้ในฤดูแล้ง ผู้ที่ตั้งใจมาดูโดยเฉพาะจึงควรเลือกช่วงกันยายนถึงพฤศจิกายน และควรชมจากจุดที่จัดไว้เท่านั้นโดยไม่ลงไปใกล้ทางน้ำ
ศูนย์ข้อมูลและนิทรรศการที่เชิงเขื่อน

ขอบคุณรูปภาพจาก finearts.go.th
อาคารที่เชิงเขื่อนซึ่งบอกเล่าที่มาของโครงการตั้งแต่แนวพระราชดำริ ปัญหาน้ำท่วมและดินเปรี้ยวที่นครนายกเผชิญมาก่อน จนถึงวิธีก่อสร้างแบบคอนกรีตบดอัดที่เลือกใช้ ภายในมีแบบจำลองตัวเขื่อน ภาพถ่ายระหว่างก่อสร้าง และข้อมูลการบริหารจัดการน้ำในแต่ละฤดู ใช้เวลาเดินชมราวสามสิบนาที เปิดทุกวันเวลา 08:30 ถึง 16:30 น. แนะนำให้เข้าชมก่อนขึ้นสันเขื่อน เพราะช่วยให้เข้าใจสิ่งที่กำลังจะเห็นได้มากขึ้น
กิจกรรมในอ่างเก็บน้ำและลำน้ำใต้เขื่อน มีอะไรบ้าง
ส่วนนี้คือเหตุผลที่หลายคนเผื่อเวลาไว้ทั้งวันแทนการแวะถ่ายรูปแล้วขับกลับ เพราะทั้งอ่างเหนือเขื่อนและลำน้ำใต้เขื่อนต่างมีกิจกรรมของตัวเอง
แพอาหารและแพพักกลางอ่างเก็บน้ำ

เหนือสันเขื่อนขึ้นไปเป็นผืนน้ำกว้างที่มีแนวเขาใหญ่โอบรอบทุกด้าน ผู้ประกอบการในพื้นที่เปิดบริการแพอาหารและแพพักลอยอยู่กลางน้ำตั้งแต่แปดโมงเช้าถึงหกโมงเย็น เมนูที่ขึ้นชื่อคือปลาน้ำจืดจากอ่างซึ่งจับสดในแต่ละวัน ส่วนผู้ที่ต้องการค้างคืนสามารถจองแพพักได้ ซึ่งจะได้เห็นทั้งพระอาทิตย์ตกและหมอกบางเหนือผิวน้ำในเช้าวันถัดไป โดยไม่ต้องกังวลเรื่องเวลาปิดของเขื่อน ควรจองล่วงหน้าโดยเฉพาะช่วงวันหยุด
พายคายักและเรือนำเที่ยว

ผิวน้ำในอ่างนิ่งเกือบตลอดปีเพราะมีภูเขาบังลมโดยรอบ จึงเหมาะกับผู้ที่เพิ่งเริ่มพายคายักมากกว่าแหล่งน้ำเปิด ส่วนผู้ที่ไม่ต้องการออกแรงสามารถใช้บริการเรือนำเที่ยวที่พาแล่นชมทัศนียภาพรอบอ่างและเข้าไปยังจุดที่รถเข้าไม่ถึง รอบให้บริการขึ้นอยู่กับผู้ประกอบการแต่ละราย ควรสวมเสื้อชูชีพตลอดเวลาและสอบถามสภาพน้ำก่อนลงเรือทุกครั้ง
ล่องแก่งคลองท่าด่าน

ใต้เขื่อนลงมาเป็นคลองท่าด่านซึ่งเป็นลำน้ำที่รับน้ำจากเขื่อนโดยตรง ระดับความแรงของแก่งไม่รุนแรงจนเกินไป จึงเหมาะกับผู้ที่เริ่มต้นและกลุ่มที่พาเด็กโตมาด้วย ระหว่างทางผ่านโขดหินและป่าริมตลิ่งที่ร่มรื่นตลอดสาย
จุดสำคัญที่ต้องทราบคือระดับน้ำเปลี่ยนตามการปล่อยน้ำของเขื่อนในแต่ละวัน บางวันน้ำน้อยจนล่องไม่ได้และบางวันแรงเกินกว่าจะปลอดภัย จึงควรจองกับผู้ประกอบการที่ได้รับอนุญาตและสอบถามสภาพน้ำล่วงหน้า แทนการเดินทางไปแล้วค่อยหาหน้างาน
กางเต็นท์ริมอ่างและรอชมพระอาทิตย์ตก

ริมอ่างมีพื้นที่กางเต็นท์ที่มองเห็นผืนน้ำและแนวเขาได้จากหน้าเต็นท์โดยตรง อากาศกลางคืนเย็นกว่าพื้นราบเพราะอยู่ติดน้ำและภูเขา และแสงจากเมืองรบกวนน้อยจึงมองเห็นดาวได้ชัดในคืนที่ฟ้าเปิด ควรตรวจสอบกับเจ้าหน้าที่เรื่องพื้นที่ที่อนุญาตก่อนตั้งเต็นท์
สำหรับผู้ที่ไม่ได้ค้างคืน ช่วงเวลาที่คุ้มค่าที่สุดคือราวหนึ่งชั่วโมงก่อนพระอาทิตย์ตก เมื่อแสงเริ่มอ่อนลงและทอดยาวมาบนผิวน้ำจนเห็นเงาภูเขาสะท้อนได้ชัด มุมที่ดีที่สุดคือฝั่งอ่างเก็บน้ำซึ่งมองไปทางแนวเขาใหญ่ แต่ต้องเผื่อเวลาลงจากสันเขื่อนก่อนหกโมงเย็นซึ่งเป็นเวลาปิด
ช่วงเวลาไหนเหมาะกับการไปเขื่อนขุนด่านมากที่สุด
ระดับน้ำในอ่างเปลี่ยนไปมากในแต่ละฤดู ซึ่งมีผลโดยตรงต่อภาพที่คุณจะได้เห็นและกิจกรรมที่ทำได้ จึงควรเลือกช่วงเดินทางจากสิ่งที่ต้องการเป็นหลัก
กันยายนถึงพฤศจิกายน คือช่วงที่น้ำเต็มอ่างที่สุดของปี ผืนน้ำกว้างและแนวเขาสะท้อนบนผิวน้ำได้สวยที่สุด อีกทั้งมีโอกาสเห็นน้ำไหลผ่านอาคารระบายน้ำล้นซึ่งเป็นภาพที่หาดูไม่ได้ในเดือนอื่น ข้อแลกเปลี่ยนคือฝนยังตกเป็นช่วง ๆ และบนสันเขื่อนไม่มีที่หลบ
ธันวาคมถึงกุมภาพันธ์ อากาศดีที่สุด ลมเย็นและฟ้าเปิดจนมองเห็นแนวเขาใหญ่ได้ชัด เหมาะกับการค้างคืนบนแพหรือกางเต็นท์ ข้อแลกเปลี่ยนคือระดับน้ำเริ่มลดลงจากปลายฤดูฝน และเป็นช่วงที่ผู้คนหนาแน่นที่สุดโดยเฉพาะวันหยุดสุดสัปดาห์ ควรจองแพล่วงหน้า
ไปเขื่อนขุนด่านปราการชลอย่างไรให้สะดวก
คู่มือการเดินทางฉบับย่อสำหรับผู้ที่เริ่มต้นจากกรุงเทพฯ และไม่สะดวกขับรถเอง
รถยนต์ส่วนตัว ใช้ทางหลวงหมายเลข 305 มายังตัวเมืองนครนายก แล้วเลี้ยวเข้าเส้นทางไปตำบลหินตั้งอีกราว 30 กิโลเมตร รวมระยะทางจากกรุงเทพฯ ราว 135 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ช่วงท้ายเป็นถนนขึ้นเนินที่ขับได้สบายแต่มีโค้งพอสมควร
รถโดยสารและรถท้องถิ่น นั่งรถจากสถานีขนส่งหมอชิตมาลงที่สถานีขนส่งนครนายก ใช้เวลาราว 2 ชั่วโมง จากนั้นต่อรถสองแถวหรือรถรับจ้างไปยังเขื่อนอีกราว 40 นาที ซึ่งมีรอบจำกัดและหมดรอบในช่วงบ่าย จึงควรตรวจสอบเวลารถเที่ยวสุดท้ายก่อนเดินทาง
การเดินทางในพื้นที่ เรียกรถผ่านแอปพลิเคชันแกร็บจากตัวเมืองนครนายกขึ้นมาได้ ซึ่งช่วยให้ระบุจุดรับส่งได้ชัดเจนและทราบค่าโดยสารก่อนกดเรียก เมื่อถึงพื้นที่เขื่อนแล้ว จุดต่าง ๆ อยู่ในบริเวณเดียวกันและเดินถึงกันได้ แต่รถในพื้นที่มีจำกัด แนะนำให้นัดหมายเที่ยวกลับล่วงหน้า โดยเฉพาะหากตั้งใจอยู่จนถึงเวลาพระอาทิตย์ตก
เตรียมตัวอย่างไรก่อนไปเขื่อนขุนด่าน
สิ่งที่ควรทราบก่อนออกเดินทาง เพื่อให้ทริปราบรื่นและปลอดภัย
เตรียมร่มหรือหมวก บนสันเขื่อนยาวเกือบสามกิโลเมตรไม่มีร่มเงาเลยแม้แต่จุดเดียว การเดินหรือจอดถ่ายรูปในช่วงกลางวันจึงร้อนกว่าที่คิด และควรพกน้ำดื่มติดตัวไปด้วย
เผื่อเวลาให้ทันเวลาปิด เขื่อนปิดหกโมงเย็นและมีการตรวจก่อนขึ้นสันเขื่อน ผู้ที่ตั้งใจขับขึ้นไปจึงไม่ควรไปถึงหลังห้าโมงเย็น
สอบถามระดับน้ำก่อนจองกิจกรรม ทั้งการล่องแก่งและการพายคายักขึ้นอยู่กับการปล่อยน้ำของเขื่อนในแต่ละวัน จึงควรติดต่อผู้ให้บริการล่วงหน้าแทนการเดินทางไปแล้วค่อยหาหน้างาน
มีอีเวนต์ไหนน่าลองสำหรับคนที่มาเขื่อนขุนด่าน
แกร็บคัดอีเวนต์น่าไปลอง (Unseen Event) ที่จัดในพื้นที่ใกล้เคียงและตรงกับช่วงที่เขื่อนสวยที่สุด
งานวิ่งและปั่นจักรยานรอบเขื่อนขุนด่าน จัดขึ้นในช่วงฤดูหนาวซึ่งมักตรงกับเดือนธันวาคมถึงมกราคม เส้นทางพาวิ่งหรือปั่นขึ้นสันเขื่อนยาวเกือบสามกิโลเมตรโดยมีอ่างเก็บน้ำและแนวเขาใหญ่อยู่สองข้างทาง ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่ทำได้เฉพาะในวันจัดงานเท่านั้น เพราะปกติสันเขื่อนไม่เปิดให้วิ่งหรือปั่น แนะนำให้ตรวจสอบกำหนดการและช่องทางสมัครจากผู้จัดงานล่วงหน้า
การไปเขื่อนขุนด่านปราการชลให้คุ้มค่าที่สุดคือการเผื่อเวลาไว้ทั้งวัน ในทางปฏิบัติ การเข้าชมนิทรรศการช่วงสาย ขึ้นสันเขื่อนตอนที่แดดยังไม่จัด พักกินข้าวบนแพช่วงเที่ยง แล้วกลับมารอพระอาทิตย์ตกที่จุดชมวิว มักลงตัวกว่าการแวะถ่ายรูปแล้วขับกลับ เพราะสิ่งที่ทำให้ที่นี่พิเศษคือแสงและระดับน้ำซึ่งเปลี่ยนไปตลอดวัน
ด้านการเดินทาง แกร็บพร้อมอำนวยความสะดวก ทั้งเส้นทางจากตัวเมืองนครนายกขึ้นมายังเขื่อน และการเดินทางกลับในช่วงเย็นซึ่งรถท้องถิ่นเริ่มหมดรอบ ดาวน์โหลดแอป Grab ไว้ก่อนออกเดินทาง จากนั้นจึงเรียกรถไปยังจุดหมายถัดไปได้ทันที
คำถามที่พบบ่อย
Q: เที่ยวใน 77 จังหวัด ใช้โค้ด Grab อะไรรับส่วนลดได้บ้าง?
A: สำหรับการเที่ยวทั้ง 77 จังหวัด สามารถใช้โค้ด “GRABGUIDE” รับส่วนลดสูงสุด 100 บาท สำหรับบริการ Grab ที่ร่วมรายการ โดยสิทธิ์และเงื่อนไขการใช้ส่วนลดเป็นไปตามที่ Grab กำหนด
Q: โค้ดส่วนลดใช้กับบริการ Grab อะไรได้บ้าง?
A: สามารถใช้โค้ดกับบริการ Grab ที่ร่วมรายการ ได้แก่ GrabTransport, GrabFood, GrabMart และ GrabExpress (ยกเว้น GrabTaxi) โดยใช้บริการและใส่โค้ดผ่านแอปพลิเคชัน Grab
Q: ใช้โค้ดส่วนลดได้ถึงเมื่อไหร่
A: โค้ด “GRABGUIDE” สามารถใช้รับส่วนลดได้ตามระยะเวลาและเงื่อนไขที่ Grab กำหนด เริ่มตั้งแต่ 15 มิถุนายน 2569 ถึง 31 ธันวาคม 2569 เวลา 23.59 น.
